ค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายบ้านมองหาทางออกด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลือกการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดที่ช่วยให้การลงทุนนี้ง่ายขึ้น
เลือกขนาดติดตั้งให้เหมาะกับบ้านคุณ
ก่อนตัดสินใจติดตั้ง ควรพิจารณาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและงบประมาณ โดยแบ่งเป็น 3 ขนาดที่เป็นที่นิยม ดังนี้:
- Size S (3 kW): งบเริ่มต้น 120,000 บาท เหมาะกับบ้านหลังเล็ก ค่าไฟ 3,000-4,000 บาท/เดือน
- Size M (5 kW): งบเริ่มต้น 150,000 บาท ไซส์ยอดฮิตสำหรับบ้านเดี่ยวทั่วไป ค่าไฟ 4,000-6,000 บาท/เดือน
- Size L (10 kW): งบเริ่มต้น 300,000 บาท เหมาะสำหรับบ้านหลังใหญ่ที่มีรถ EV หรือค่าไฟหลักหมื่น
โดยปกติแพ็กเกจการติดตั้งจะครอบคลุมอุปกรณ์หลัก เช่น แผงโมดูลโซลาร์เซลล์, อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า, ระบบรักษาความปลอดภัย และอุปกรณ์ติดตั้งครบชุด
สิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษี
หนึ่งในจุดเด่นของการติดตั้งในปีนี้คือ มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้:
- ต้องเป็นระบบ On-grid ขนาดกำลังการผลิตไม่เกิน 10 kW ต่อหลัง
- ต้องใช้หลักฐานเป็น e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ) เท่านั้น
- ชื่อในใบกำกับภาษีต้องตรงกับเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าและผู้ยื่นภาษี
ตัวอย่างการคำนวณภาษี
หากคุณมีรายได้สุทธิ 340,000 บาท ปกติจะต้องเสียภาษีประมาณ 11,500 บาท แต่หากนำค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ 200,000 บาท มาหักลดหย่อน จะทำให้รายได้สุทธิเหลือ 140,000 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ประหยัดเงินไปได้ถึง 11,500 บาท
เลือกโปรโมชั่นชำระเงินแบบไหนให้คุ้ม?
การเลือกใช้บัตรให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินจะช่วยให้บริหารจัดการงบประมาณได้ดีขึ้น:
- เน้นลดต้นทุนทันที: เลือกบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่น Cashback ก้อนใหญ่ในช่วงแรก หรือผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน
- เน้นผ่อนสบายระยะยาว: เลือกบัตรกดเงินสดที่ให้ระยะเวลาผ่อนชำระ 36-60 เดือน เพื่อให้ยอดค่าไฟที่ประหยัดได้นำมาช่วยผ่อนชำระค่างวด


