ไม่ดูไม่ได้แล้ว อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ การเมืองในมุมมอง‘ส.พระปกเกล้า’

0
3

หมายเหตุรศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าให้สัมภาษณ์พิเศษ “Moo-Moo News” ถึงบทบาทของสถาบันพระปกเกล้า ต่อทิศทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

การเลือกตั้งที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้ามีส่วนร่วมมากขึ้นโดยเฉพาะการทำโพล KPI ได้มองเห็นอะไรจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของสถาบันพระปกเกล้า หรือ (KPI) โพล เป็นอีกแฟล็กชิปของสำนักวิจัย เมื่อก่อนสถาบันเคยพยายามทำโพลออกมาแล้ว ทำแบบเป็นการศึกษาแล้วพอปล่อยออกมาก็จะมีผู้บริหารของฝ่ายการเมืองโทรมา เพราะผลโพลที่ออกมาก็จะมีทั้งบวกและลบกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็หยุดทำ จึงเป็นสาเหตุที่บุคลากรหลายท่านออกไป เพราะมองว่าไม่มีอิสระในการที่จะให้แสดงความคิดเห็น พอผมมาเป็นเลขาธิการสถาบัน ผมบอกว่าถ้าสถาบันที่เป็นเสาหลักหรือคลังสมอง ทางนิติบัญญัติไม่สามารถพูดในสิ่งที่ถูกต้องได้ ไม่ควรมีสถาบันพระปกเกล้าอยู่ 

สัปดาห์แรกที่มาเป็นเลขาธิการสถาบัน ช่วงนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาล จากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย มีประเด็นถกเถียงกันเรื่องว่าประธานสภาต้องลาออกหรือไม่ ผมจึงให้วิทยาลัยการนิติบัญญัติจัดสัมมนาว่าประธานสภาควรจะเป็นผู้พิทักษ์ความเป็นกลางของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือผู้รักษามารยาทของเสียงข้างน้อย 

คำตอบที่ได้จากการเสวนา ผมบอกว่าถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำคือกำลังทำหน้าที่คลังสมองด้านนิติบัญญัติ อย่ากลัวทั้งคำถามและคำตอบ เราก็จัดการการเสวนา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาในขณะนั้น ก็ไม่ได้ตำหนิอะไรสถาบัน ผมจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นทำให้เป็นระบบเลย ตั้งขึ้นมาเป็นศูนย์สำรวจความคิดเห็น หรือ KPI โพล 

ขณะเดียวกันช่วงที่มีการยุบสภา เป็นจังหวะที่จะมีการเลือกตั้ง สถาบันจึงทำการสำรวจแต่ไม่ได้เน้นการสำรวจว่าใครมีคะแนนนิยมสูงสุด แต่เน้นสำรวจเพื่อที่จะเป็นเหมือนกับเสียงสะท้อนให้กับรัฐสภา ให้กับรัฐบาล พอมีการเลือกตั้ง เราถามว่าคุณพอใจกับผลงานรัฐบาลที่ผ่านมาหรือไม่ คนจำนวนมากก็บอกไม่พอใจ ถามว่าถ้ามีการเลือกตั้ง รู้หรือยังว่าอยากจะเลือกใคร คนเกินครึ่งตอบไม่รู้

จนกระทั่งสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง เกือบ 30% ยังตอบว่าไม่รู้จะเลือกใคร เราไม่ได้ถามว่าคิดว่าใครจะเป็นนายกฯ เราถามว่าคิดว่าใครจะแก้ปัญหาของประเทศได้

ภาพที่สะท้อนกลับมาทำให้เราคิดว่า คน 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เขาต้องเลือกด้วยเหตุผลใดสักเหตุผลนึง เราไม่อยากให้เขาไปเลือกด้วยเหตุผลเรื่องเงิน หรืออิทธิพลอื่น

ผมจึงตัดสินใจจัดเวทีวิสัยทัศน์แห่งชาติครั้งแรก ซึ่งเป็นการจัดเวทีดีเบตครั้งแรกของสถาบัน เฉพาะแคนดิเดตนายกฯมาร่วม เราหวังว่าการที่แคนดิเดตนายกฯได้มาพูดในคำถามที่กลั่นกรองมาแล้ว จะเป็นประโยชน์ คิดว่ามีความน่าสนใจจะทำให้คน 30% เลือกตั้งด้วยเหตุผลจากการฟังเวทีดีเบต ซึ่งคนรับชมจากทุกช่องทาง 4 ล้านกว่าคน ผมเชื่อว่า 4 ล้านกว่าคนจะเป็นส่วนหนึ่งของ 30% ที่ไปตัดสินใจเลือกตั้ง ที่ไม่ใช่เลือกเพราะเงิน

ผลจากการศึกษาสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทยที่มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อน เพราะวัฒนธรรมการเมือง ปัญหาการซื้อเสียง และหนี้สาธารณะ จะมีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบเชื่อมโยงกัน 

การซื้อเสียงเป็นปัญหาที่ทุกคนรับรู้แต่ถูกเพิกเฉย การซื้อเสียงถือเป็นการลงทุนทางการเมืองที่มีระยะเวลาคืนทุน 4 ปี หากต้นทุนการซื้อเสียงสูงขึ้นจนไม่คุ้มทุน พฤติกรรมนี้อาจลดลงเองตามกลไกตลาด

วงจรประชานิยม นโยบายประชานิยมที่ใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงและถูกนำมาใช้เป็นสวัสดิการถาวร ส่งผลให้เกิดภาระทางการคลังอย่างหนัก

ส่งผลให้เกิดวิกฤตหนี้สิน หนี้ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 17 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 23,000 บาทต่อคน

ส่วนหนี้สาธารณะ มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยับเพดานหนี้จาก 30% เป็น 50%, 60% และ 70% ตามลำดับ ปัจจุบันหนี้สาธารณะเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 170,000 บาท จะส่งผลกระทบ ทำให้เด็กที่เกิดใหม่ในปัจจุบันต้องแบกรับภาระหนี้ตั้งแต่แรกเกิด รวมกว่า 400,000 บาทต่อคน หากนโยบายประชานิยมยังเข้มข้นขึ้น อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเช่นเดียวกับอาร์เจนตินาหรือเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ยังมีโครงการแฟล็กชิปของแต่ละสำนักภายในสถาบัน ได้รับมอบหมายโจทย์สำคัญ เช่น ของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง กำลังจะจัดเวทีดีเบตสำหรับการเลือกผู้ว่าฯกทม. 

ขณะเดียวกัน ยังมีการเตรียมความพร้อมของสถาบัน เพื่อเข้าสู่มาตรฐาน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเชิงนโยบาย เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มาตรฐานสากล และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัจจุบันประกอบด้วย 38 ประเทศสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ในส่วนสำนักนวัตกรรมเพื่อประชานวัตกรรมประชาธิปไตยเพื่อความยั่งยืน ผมบอกว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการภาคยานุวัติ (Accession) เพื่อเข้าเป็นสมาชิก แต่หนทางนี้มันยาวไกลมาก การจะเข้าเป็นได้ต้องใช้การเปลี่ยนกฎหมายไม่ต่ำกว่าหลายสิบฉบับ

ผมบอกว่าเป็นหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การแค่เราตั้งใจจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ถ้าเราลดการคอร์รัปชั่นลง เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการเป็นสมาชิก OECD ต่อให้เรายังไม่ได้เป็นสมาชิก แต่การที่ลดการคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการที่มีคุณภาพก็จะช่วยยกระดับคุณภาพของประเทศได้แล้ว อันนี้เป็นอีกแฟล็กชิปสำคัญของสำนักนวัตกรรมเพื่อประชานวัตกรรมประชาธิปไตยเพื่อความยั่งยืนที่จะต้องเข้าไปทำ เพราะฉะนั้นทุกสำนักจะได้รับมอบหมายโจทย์ให้เข้าไปทำหน้าที่ในการกลั่นกรองแล้วหาโครงการที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ 

ช่วงวาระที่ทำหน้าที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าอยากเห็นสถาบันเป็นไปในทิศทางใด 

ผมตั้งเป้าไว้ว่าสถาบันจะต้องเป็นคลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ แต่ 4 ปีข้างหน้า ผมคาดหวังว่าจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่คลังสมองของชาติ แต่เราจะเป็นคลังสมองของภูมิภาค 

วันนี้เห็นว่าด้วยปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโรคระบาดต่างๆ ในอาเซียน เราไม่มีผู้นำอาเซียนอย่างแท้จริง ผมคาดหวังว่าสถาบันจะสามารถเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทในฐานะคลังสมองของภูมิภาคผ่านหลายเรื่อง

เรื่องแรกเราจัดฝึกอบรมตอนนี้จัดฝึกอบรมไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศไทยแล้ว เราจัดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐสภาของประเทศลาว จัดให้กับประเทศอื่นๆ 

หลายประเทศรวมกันมีองค์กรที่เรียกว่า สหประชาชาติ (UN) ฝั่งของรัฐสภาเรียกรวมกันว่าสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ต้องบอกว่าทั้ง 2 หน่วยงานโอกาสที่เขาจะมาลงนามความตกลงร่วมมือกับประเทศสมาชิกเขาจะพยายามหลีกเลี่ยงเพราะจะดูเหมือนกับมาแทรกแซง 

โดยเฉพาะประเทศที่กำลังขัดแย้งกันอย่างกรณีไทย-กัมพูชา แต่วันนี้สถาบันพระปกเกล้า ปีที่แล้ว ผมเชิญเลขาธิการสหภาพรัฐสภามาร่วมประชุมของสถาบัน แล้วให้ได้เห็นว่าบริบทบทบาทการเปลี่ยนแปลงของสถาบันที่ผมได้เปลี่ยนเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้รับจดหมายจากเลขาธิการสหภาพรัฐสภา มีมติว่าจะขอลงนาม MOU หรือความตกลงความร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้า

ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศสมาชิกที่กำลังมีความขัดแย้งกัน ที่สังกัดทั้งยูเอ็นและไอพียู โดยผมมีกำหนดการไปลงนามที่สำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือหน่วยงานของยูเอ็นและไอพียู ตั้งอยู่ติดกัน 

เรื่องนี้เป็นความปรารถนาของผมที่อยากจะเห็นสถาบันเป็นผู้นำทางสมองของภูมิภาค เป็นผู้นำทางสมองของอาเซียนให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากคนในองค์กรอาศัยทั้งความเข้าใจจากฝ่ายการเมือง เรื่องนี้ก็ต้องติดตามดูต่อไปว่า อย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่า ผมมาเป็นเลขาธิการ ไม่ได้มาเพราะว่าใครทุบโต๊ะสั่งให้มา แต่ละคะแนนเสียงของแต่ละท่านที่ให้ผมมาเป็นเลขาฯ ก็มีความเชื่อมั่นผม

เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใครจนต้องไปทำอะไรที่ผิด หรือว่าจะต้องไปตอบแทนที่ทำให้ผมไม่สามารถทำในสิ่งที่ผมคาดหวังไว้ได้ 

อยางกรณีการรับนักศึกษาเข้าอบรมหลักสูตรชั้นสูงของสถาบัน ล่าสุดสมัครมาปกติรับ 150 คน ผมบอกว่าขอเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ผมตัดจาก 150 เหลือ 100 คน 

ซึ่งประธานคณะกรรมการคัดเลือกถามว่าเลขาธิการรับแรงเสียดทานไหวหรือไม่ ผมบอกรับได้ ผมพิจารณาจากปัจจัยและคุณสมบัติต่างๆ แล้ว จึงตัดเหลือ 100 คน วันนี้ก็มีผู้ใหญ่จากหลายหน่วยงาน ผู้ที่มีคุณประโยชน์กับประเทศมาเข้าร่วมอบรม ผมคิดว่าเราอยากจำกัดจำนวน ถามว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเสียเงิน คนละ 150,000 บาท จำนวน 50 คน คูณ 150,000 คือ 7 ล้านบาท 

หลายคนก็เป็นห่วงว่าสถาบันจะมีงบประมาณทำงานหรือไม่ ผมบอกว่าก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล แต่ชื่อเสียงของสถาบัน ผมคิดว่าแพงกว่าเงิน 7 ล้าน 75 ล้าน 750 ล้าน ก็แลกกับชื่อเสียงของสถาบันไม่ได้ อันนี้ก็เป็นหลายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสถาบัน เป็นความตั้งใจของผมที่ว่าอยากจะใช้ยึดหลักให้มั่น แล้วก็ตั้งภารกิจตั้งวิสัยทัศน์ให้ไกล แล้วก็พยายามที่จะทำให้มันบรรลุผล


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#อสระ #เสรวฒนวฒ #การเมองในมมมองส.พระปกเกลา

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่