สรุปข่าว
- พันธมิตรสหรัฐฯ หลายประเทศรวมถึงเยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี และฟินแลนด์ ปฏิเสธส่งเรือรบคุ้มกันเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านประกาศ “ควบคุม” การเดินเรือในพื้นที่
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ $102.69 ต่อบาร์เรล และปิดใกล้ $108 ต่อบาร์เรล โดยเคลื่อนไหวสูงกว่า $100 ติดต่อกันกว่า 6 วัน ขณะที่ IEA ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล
- Bitcoin ร่วงหลุด $72,000 เข้าสู่ช่วง $71,000 ลดลงกว่า 5% ขณะที่ Ethereum Solana และ XRP ปรับลดลงใกล้ 3% สะท้อนบรรยากาศ risk-off ทั่วตลาด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกระตุ้นบรรยากาศ risk-off อย่างรุนแรง นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหนีไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งลดโอกาสที่ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ย และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโตในระยะสั้น
สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุในวันที่ 19 มี.ค. 2569 หลังพันธมิตรหลายชาติของสหรัฐฯ พร้อมใจปฏิเสธคำร้องขอส่งเรือรบไปคุ้มกันเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบสำคัญของโลก ตามรายงานจาก SB Recommendations ความตึงเครียดปะทุขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Epic Fury” โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศควบคุมการเดินเรือในช่องแคบ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตือนเรือทุกลำที่ฝ่าฝืนว่าจะถูก “ดำเนินการอย่างเด็ดขาด” แม้ผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC จะยืนยันว่าช่องแคบไม่ได้ถูกปิดทางการทหาร แต่ “อยู่ภายใต้การควบคุม” ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ $102.69 ต่อบาร์เรล และปิดใกล้ $108 โดยเคลื่อนไหวสูงกว่า $100 ติดต่อกันกว่า 6 วันแล้ว
พันธมิตรพร้อมใจทิ้งสหรัฐฯ “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาตำหนิชาติพันธมิตรอย่างรุนแรง หลังการร้องขอให้ส่งเรือรบช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือถูกปฏิเสธจากหลายประเทศ รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี บอริส พิสโตริอุส ประกาศชัดเจนว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา” ขณะที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เคียร์ สตาร์เมอร์ ยืนยันว่า “เราจะไม่ขยายบทบาทเข้าสู่สงครามที่กว้างกว่านี้” ด้านอิตาลีและฟินแลนด์ก็ประกาศจุดยืนเดียวกัน ส่วนเกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการและการตัดสินใจใดต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติก่อน
ในขณะเดียวกัน อิหร่านใช้กลยุทธ์เปิดให้เรือของประเทศที่ยอมเจรจาทวิภาคีกับอิหร่านผ่านช่องแคบได้ตามปกติ ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันทางการทูตต่อพันธมิตรสหรัฐฯ ให้ต้องเลือกข้างระหว่างวอชิงตันกับผลประโยชน์ทางการค้าของตนเอง ผลที่ตามมาคือห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกสั่นคลอน โดยแหล่งผลิตน้ำมันทางตอนใต้ของอิรักผลิตลดลงราว 70% และการส่งออก LNG ถูกตัดลงประมาณ 20% สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ต้องประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 400 ล้านบาร์เรลเพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านอุปทาน นักวิเคราะห์เตือนว่าหากความขัดแย้งบานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง $150 ต่อบาร์เรล
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ตลาดคริปโตรับแรงกระแทกหนักจากวิกฤตครั้งนี้ Bitcoin ร่วงหลุดระดับ $72,000 เข้าสู่ช่วง $71,000 ลดลงกว่า 5% ใน 24 ชั่วโมง ตามราคาปัจจุบันที่ $70,036 ส่วน Ethereum ดิ่งหนักกว่าที่ราว 7% เหลือราว $2,160 ขณะที่ Solana และ XRP ปรับลดลงใกล้ 3% บรรยากาศ risk-off ที่แผ่กระจายทั่วตลาดการเงินโลกกดดันให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันหน้าสู่ทองคำและดอลลาร์สหรัฐแทน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin ร่วงหลุด 71,000 ดอลลาร์ หลังความหวัง Fed ลดดอกเบี้ยปี 2026 ริบหรี่ และ Bitcoin ทดสอบการแยกตัวจากหุ้นเทคฯ หลังความสัมพันธ์ร่วงแตะระดับต่ำสุดปี 2018 นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังขอจัดสรรงบประมาณกว่า $2 แสนล้านสำหรับการขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์ยังห่างไกลจากการคลี่คลาย ขณะที่ นักเทรดจำนวนมากโดนล้างพอร์ตหลังเฟดคงดอกเบี้ย ยิ่งซ้ำเติมความเสียหายในตลาดคริปโตช่วงนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซรอบนี้น่าเป็นห่วงกว่ารอบก่อนๆ มาก เพราะตัวแปรที่จะทำให้สถานการณ์จบเร็วอย่าง “แรงกดดันจากพันธมิตรสหรัฐฯ” แทบไม่เหลืออยู่แล้ว พอประเทศอย่างเยอรมนีและสหราชอาณาจักรพูดตรงๆ ว่าจะไม่เข้าร่วม มันแปลว่าภาระทั้งหมดตกที่สหรัฐฯ ฝ่ายเดียว สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่าอิหร่านจะเปิดช่องเจรจาทวิภาคีกับประเทศไหนบ้าง และสหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไรกับพันธมิตรที่เลือก “เดินเกม” กับอิหร่านแทน สำหรับนักลงทุนคริปโต ตอนนี้อาจเป็นจังหวะที่ต้องระวังเรื่องขนาดพอร์ตและ leverage มากกว่าคิดจะเปิดสถานะใหม่
เครดิตภาพจาก @TheErimtanAngle
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#พนธมตรทงสหรฐฯ #ไมสงเรอรบคมชองแคบฮอรมซ #นำมนทะล #Bitcoin #ดง


