ด่วน! ภาคเอกชนประเมิน ศึกตะวันออกกลาง แรงกระแทกเศรษฐกิจไทย

0
3

ภาคเอกชนประเมิน
ศึกตะวันออกกลาง
แรงกระแทกเศรษฐกิจไทย

หมายเหตุนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประเมินผลกระทบสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง พร้อมข้อเสนอมาตรการดูแลเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยกระดับสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลก ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย

หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ไม่ว่าจะในลักษณะปิดช่องแคบหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ทำให้บริษัทพลังงานและเรือบรรทุกน้ำมันชะลอการขนส่ง จะก่อให้เกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ

ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันหลักจากเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันผ่านฮอร์มุซในสัดส่วนสูง หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

จากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังนี้

1.ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งจะสะท้อนผ่านต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง

2.การขนส่งสินค้าไปยังอ่าวเปอร์เซียเผชิญ War Risk Premium ผู้ส่งออกที่มีปลายทางในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเผชิญกับการเรียกเก็บ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” (War Risk Premium) เพิ่มเติมจากสายเรือและบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นทราบมาว่า สูงขึ้นประมาณ 50%

3.การส่งออกไปตะวันออกกลางอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราวในระยะสั้น สายเรือบางส่วนอาจชะลอการรับจองตู้สินค้าไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือปรับตารางเดินเรือใหม่ หากจำเป็นต้องขนส่งจริง ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการบริหารสต๊อกสินค้าและกระแสเงินสด

4.การส่งออกไปยุโรปยังเผชิญต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางไปยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ได้ปรับอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนหน้าแล้วจากความตึงเครียดในทะเลแดง แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และสินค้าหากจะต้องปรับอ้อมเพื่อการขนส่งไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จะกระทบต่อระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งรวมไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน โดยกระทบต่อการวางแผนตู้ขนส่งสินค้าไปกลับอีกด้วย

หากเกิดสถานการณ์ที่ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นพร้อมกับค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และต้นทุนพลังงาน พร้อมเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น

ผลกระทบต่อการเดินทางและความเชื่อมั่น โดยสายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่แค่พื้นที่ตะวันออกกลางแต่ยังกระทบไปยังยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออกด้วย ส่งผลให้เวลาเดินทางยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจที่มีการติดต่อกับภูมิภาคดังกล่าวควรติดตามประกาศด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของฝั่งยุโรปด้วยจะทำให้กระทบต่อการเดินทางของทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

สำหรับแนวทางของภาครัฐ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้งรองนายกฯเอกนิติ และคุณศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในมิติพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้ ภาคเอกชนคงจะเสนอ ขอให้ภาครัฐเร่งมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่น มาตรการเสริมสภาพคล่อง SME ของออมสินผ่านธนาคารพาณิชย์ Reinvent Thailand รวมถึงการทำงานเป็นทีมของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายทางการเงิน และการคลัง รวมถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจทั้งคลัง เกษตร, พาณิชย์ เป็นต้น

เสริมกับกระทรวงต่างประเทศที่เน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจตามที่ได้หารือกับภาคเอกชนก่อนหน้านี้

ภายใต้ความไม่แน่นอนระดับสูง ภาคธุรกิจควรเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ พร้อมจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ (Scenario Planning) และรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ แม้สถานการณ์จะสร้างความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในบางภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น

หอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

หอการค้าไทยขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และร่วมกันรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านถูกโจมตีและมีแนวโน้มไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดที่มีการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ถือเป็นแหล่งสำคัญของไทย หากเหตุการณ์บานปลายเราต้องมีการเตรียมแผนรองรับ โดยเฉพาะการขาดแคลนพลังงาน ว่าจะพอใช้หรือไม่

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และนำเข้าจากตะวันออกกลาง 70-80% หรือ 7-8 แสนบาร์เรล จะแก้ปัญหาไม่ให้ขาดแคลนได้อย่างไร และจะมีการขึ้นราคาอย่างไร เพราะจะมีผลต่อภาคขนส่ง รวมถึงจะมีแผนรองรับกับต้นทุนการผลิตสินค้าอย่างไร ทั้งหมดเป็นเรื่องต้องคุยกัน

ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังตอบไม่ได้ว่าสถานการณ์จะยาวหรือสั้น โดยอุตสาหกรรมที่น่ากังวล คือ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานนำเข้าที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น เบื้องต้นในช่วงสั้นที่เปิดตลาดราคาจะขยับขึ้นไม่มาก 5-6 เหรียญต่อบาร์เรล ในตลาดเบรนท์ทะเลเหนือ หรือราคาน้ำมันดิบ ที่ผลิตในภูมิภาคทะเลเหนือ แต่ส่วนอื่นของโลกยังไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ ส่วนเรื่องค่าเงินมีผลกระทบเล็กน้อย ช่วงแรกค่าเงินบาทอ่อนตัวลงและแข็งขึ้นและได้ปรับตัวลงมา ขณะที่ราคาทองคำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์บานปลายขนาดนี้ขึ้น 5,300-5,400 เหรียญ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ส่วนสถานการณ์จะบานปลายไปถึงเมื่อใดนั้น เราคาดหวังจะให้จบโดยเร็ว แต่ไปคาดการณ์ไม่ได้เพราะเป็นสิ่งที่นอกเหนือจากที่เราจะควบคุมได้ เราอยากให้จบเร็ว ถ้าเร็วจะกระทบไม่มาก แต่ถ้าสถานการณ์บานปลาย เช่น มีข่าวว่าอิสราเอลโจมตีเลบานอนเพิ่มขึ้น และยังไม่รู้ว่า กองกำลังฮูตี ที่คุมช่องแคบฮอร์มุซ ได้ยิงจรวดไปยังเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณนั้น อาจมีการปราบปรามกองกำลังดังกล่าว จึงตอบอะไรไม่ได้ในขณะนี้ ถ้าทำได้เร็วความเสียหายก็จะไม่มาก หากช้าเราต้องมีมาตรการรองรับไว้ก่อน


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#ภาคเอกชนประเมน #ศกตะวนออกกลาง #แรงกระแทกเศรษฐกจไทย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่