
สกร.เปิดผลสำรวจโครงการ Read for the Future เครือมติชน-มูลนิธิเสริมกล้า จัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด 20 แห่งทั่วประเทศ ชี้มีประโยชน์มาก-เพิ่มสื่อการอ่าน เรียนรู้ที่ทันสมัย ชงขับเคลื่อนต่อ นักเรียนฮิตอ่านส่งเสริมอาชีพ-ประวัติศาสตร์
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าโครงการ Read for the future ส่งเสริมการอ่าน สร้างอนาคตขึ้น ที่บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิเสริมกล้า จัดหาหนังสือให้ห้องสมุดประชาชนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ทั่วประเทศ จำนวน 20 แห่งโดยได้ส่งมอบหนังสือให้ครบทุกแห่งแล้วนั้น ล่าสุดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นต่อสื่อการเรียนรู้
โครงการ Read for the Future ส่งเสริมการอ่าน สร้างอนาคต เพื่อให้ทราบถึงความคิดเห็นของผู้เรียน ผู้รับบริการและผู้จัดกิจกรรมบรรณารักษ์หรือผู้เกี่ยวข้อง ต่อสื่อการเรียนรู้ตามโครงการดังกล่าว สกร. โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ได้ดำเนินการศึกษาความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อสื่อการเรียนรู้โครงการ Read for the Future ส่งเสริมการอ่าน สร้างอนาคต โดยกลุ่มเป้าหมายผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ บรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้องในห้องสมุดประชาชนที่ได้รับสื่อการเรียนรู้ตามโครงการ จำนวน 20 แห่ง และผู้เรียน หรือผู้รับบริการ จากห้องสมุดประชาชนที่ได้รับสื่อการเรียนรู้ตามโครงการ จำนวน 20 แห่ง เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ประกอบแบบสอบถาม 2 ชุด คือ สำหรับบรรณารักษ์หรือผู้เกี่ยวข้อง และสำหรับผู้เรียน/ผู้รับบริการ โดยให้กลุ่มเป้าหมายตอบแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งสิ้น 1,097 คน จำแนกเป็น บรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 20 คน ผู้เรียนหรือผู้รับบริการ จำนวน 1,077 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ในส่วนของบรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้อง พบว่า ร้อยละ 50 มีการแนะนำสื่อใหม่ โดยการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับหนังสือ รองลงมาร้อยละ 45 จัดมุมแนะนำหนังสือใหม่ และร้อยละ 5 จัดทำบรรณนิทัศน์สื่อใหม่ ส่วนผู้เรียน หรือผู้รับบริการ พบว่า มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,077 คน เป็นชาย จำนวน 435 คน คิดเป็นร้อยละ 40.39 และเป็นหญิง จำนวน 634 คน คิดเป็นร้อยละ 58.87 สำหรับห้องสมุดที่มาใช้บริการและตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือร้อยละ 10.12 โดยผู้ตอบมาใช้บริการจากห้องสมุดประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด มีความถี่มาใช้บริการห้องสมุด ร้อยละ 30.92 มาใช้บริการ 1 ครั้ง/สัปดาห์ รองลงมาร้อยละ 26.46 มาใช้บริการมากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ โดยผลสำรวจความเห็นประกอบด้วย 1.ความคิดเห็นต่อสื่อการเรียนรู้ที่ได้รับ บรรณารักษ์หรือผู้เกี่ยวข้อง ในภาพรวมพบว่า บรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อสื่อการเรียนรู้ที่ได้รับว่ามีความเหมาะสมและมีความพึงพอใจต่อสื่อการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.64 จากค่าเฉลี่ยเต็ม 5 และเมื่อพิจารณาในรายข้อพบว่า ทุกรายการมีความเหมาะสมและมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด โดยในเรื่องความหลากหลายและครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการสื่อมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ 4.75 รองลงมาในเรื่องสื่อที่ได้รับเอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเนื้อหาของสื่อเอื้อให้ผู้เรียน (ผู้รับบริการ) เกิดความต้องการไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้อื่นๆ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.65 ในขณะที่เรื่องสื่อการเรียนรู้เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ 4.55
สำหรับผู้เรียนหรือผู้รับบริการ เห็นว่าสื่อการเรียนรู้ที่ได้รับว่ามีความเหมาะสมและมีความพึงพอใจในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.27 และเมื่อพิจารณาในรายเรื่องพบว่า ทุกรายการมีความเหมาะสมและมีความพึงพอใจในระดับมาก ซึ่งแต่ละรายการมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน โดยการได้รับข้อมูลหรือมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยทราบมาก่อนจากหนังสือ/สื่อชุดนี้ สามารถนำความรู้หรือแนวคิดจากหนังสือ/สื่อนี้ไปปรับใช้ในการเรียนหรือการดำเนินชีวิตได้จริง และสามารถนำความรู้หรือแนวคิดจากหนังสือ/สื่อนี้ไปปรับใช้ในประกอบอาชีพ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.28 รองลงมาเรื่อง หนังสือ/ช่วยให้มองประเด็นทางสังคมในมุมที่กว้างขึ้นหรือลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม และเนื้อหาของหนังสือ/สื่อเอื้อให้เกิดความต้องการไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้อื่นๆ (Research Skills) มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.27 และหลังจากอ่านหนังสือ/ใช้สื่อนี้ ท่านมีความรู้สึกอยากนำประเด็นไปพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ 4.25 ความพึงพอใจในภาพรวมต่อสื่อการเรียนรู้ ตามโครงการ Read for the Future ส่งเสริมการอ่าน สร้างอนาคต มีความพึงพอใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.33 เมื่อจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบ พบว่า บรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจในภาพรวมในระดับมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะสื่อที่ได้รับบรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมและทำให้ห้องสมุดมีสื่อที่หลากหลายและมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2.ประเภทของสื่อที่ชื่นชอบและอยากอ่าน ในส่วนของกลุ่มบรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้อง ชื่นชอบและอยากอ่าน นวนิยาย มากที่สุดร้อยละ 21.67 รองลงมา หนังสือประเภทเสริมอาชีพ ร้อยละ 20 และหนังสือประเภทสุขภาพ ร้อยละ 16.67 ขณะที่ผู้เรียน ผู้รับบริการ มีจำนวนคำตอบทั้งสิ้น 2,505 คำตอบ โดยสามอันดับแรก เป็นหนังสือประเภทเสริมอาชีพ ร้อยละ 13.77 อันดับที่สอง หนังสือประเภทประวัติศาสตร์ ร้อยละ 13.25 และอันดับที่สาม หนังสือประเภท นวนิยาย ร้อยละ 13.1 โดยสรุปบรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้อง และผู้เรียน ผู้รับบริการ มีความคิดเห็นที่มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันคือ มีความชื่นชอบและอยากอ่านหนังสือประเภทเสริมอาชีพและนวนิยาย อาจจะเนื่องจากเป็นประเภทสื่อที่ให้ความรู้สามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาอาชีพของตนเองและครอบครัว และหนังสือ นวนิยาย เป็นหนังสือประเภทที่อ่านง่ายและให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน
สำหรับข้อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการนี้ทั้งบรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้อง และผู้เรียน ผู้รับบริการ เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ควรมีการดำเนินการต่อเนื่องและกระจายไปสู่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ห้องสมุดประชาชนมีสื่อการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แต่ผู้เรียน ผู้รับบริการ มีข้อเสนอแนะว่ามีควรการเพิ่มสื่อให้มีความทันสมัยและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ห้องสมุดควรมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการอ่านและการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามโดยสรุปแล้วทั้งบรรณารักษ์และผู้เกี่ยวข้อง และผู้เรียน ผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อสื่อการเรียนรู้ตามโครงการ Read for the Future ส่งเสริมการอ่าน สร้างอนาคต ซึ่งสื่อการเรียนรู้ที่ได้รับดังกล่าวสามารถนำความรู้จากการอ่านสื่อดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ทั้งการนำไปในการพัฒนาการประกอบอาชีพของตนเอง และเป็นการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่ต่อยอดจากเดิม ส่งเสริมให้เกิดการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ จากแหล่งเรียนรู้อื่นๆ มากยิ่งขึ้น
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#สกร #เปดผลสำรวจโครงการ #Read #Future #เครอมตชนมลนธเสรมกลา #ชมประโยชนเพมสอการอาน


