ด่วน! ส.ประมงสงขลา หวั่น ปลาย มี.ค.เรือเข้าฝั่ง หยุดออกทะเล ดันราคาสัตว์น้ำพุ่ง 50% ทำปชช.เดือดร้อน 

    0
    0
    E0B89BE0B8A3E0B8B0E0B8A1E0B8871 1
    E0B89BE0B8A3E0B8B0E0B8A1E0B8871 1

    ส.ประมงสงขลา หวั่น ปลาย มี.ค.เรือเข้าฝั่ง หยุดออกทะเล ดันราคาสัตว์น้ำพุ่ง 50% ทำปชช.เดือดร้อน 

    วันที่ 20 มี.ค.69 ที่สมาคมประมงสงขลา ดร.สุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมง จ.สงขลา เปิดเผยว่าสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคการประมง ราคาน้ำมันเขียว ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการทำประมง ปรับตัวสูงขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ จากเดิมลิตรละประมาณ 18 บาท เพิ่มขึ้นเป็นลิตรละกว่า 40 บาท

    ดร.สุรเดช กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โครงสร้างราคาสัตว์น้ำหน้าท่า เทียบเรือประมงสงขลา ยังคงยึดราคาเดิมตามราคากลาง ชาวประมงไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ สวนทางราคาอาหารทะเลในตลาดปลายทาง ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านราคา และความไม่สมดุลในการประกอบอาชีพ ชาวประมงบางส่วนต้องนำสัตว์น้ำที่จับได้ไปจำหน่ายยังพื้นที่อื่น ซึ่งมีการอิงราคาตามค่าครองชีพจริง และให้ราคาสูงกว่าในพื้นที่ 100%

    ดร.สุรเดช กล่าวว่า ปัจจุบันมีเรือประมงขึ้นทะเบียนสมาคมฯ ประมาณ 200 ลำ มีความต้องการใช้น้ำมันรวมประมาณ 2 ล้านลิตรต่อเดือน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เรืออวนปลาทู เรือจับปลาหน้าดิน ซึ่งต้องเดินเครื่องยนต์ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่เรือไดหมึกยังสามารถประคับประคองตัวได้ เนื่องจากสามารถใช้วิธีจอดลอยลำเพื่อลดการใช้น้ำมัน

    ดร.สุรเดช เปิดเผยว่า คาดว่าในช่วงปลายเดือน มี.ค. เรือประมงส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับเข้าฝั่งเพื่อจอดพัก เนื่องจากน้ำมันที่มีอยู่ใกล้หมด และไม่คุ้มค่าต่อการออกเรือภายใต้ภาวะขาดทุน

    “วิกฤตจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเรือประมงหยุดออกทะเล จะทำให้ปริมาณสัตว์น้ำเข้าสู่ตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลให้ราคาสัตว์น้ำปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ขณะเดียวกันราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังไม่สามารถปรับเพิ่มได้ตามกลไกต้นทุน เนื่องจากชาวประมงไม่ใช่ผู้กำหนดราคา ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจ และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานในอนาคต กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานภาคประมงทั้งหมด

    ดร.สุรเดช กล่าวว่า แนวทางแก้ไข จากการหารือกับภาครัฐ ได้มีข้อเสนอให้ผู้ประกอบการประมง หันมาใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีส่วนผสมของไบโอดีเซล ร้อยละ 20 และมีราคาถูกกว่าน้ำมันทั่วไป ประมาณ 5 บาทต่อลิตร สมาคมประมง และชาวประมงเองยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเครื่องยนต์เรือ เนื่องจากเรือส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนี ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน B20 อาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวฉีดและระบบกรองเชื้อเพลิง อีกทั้งหากต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ จะยิ่งเพิ่มภาระต้นทุน และหากต้องกลับไปใช้น้ำมันเขียว (D7) ในอนาคต ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับระบบอีกครั้ง

    ดร.สุรเดช กล่าวว่า ผู้ประกอบการประมง หากเป็นผู้ที่มีเรือเพียงลำเดียว อาจต้องพิจารณาจอดเรือชั่วคราวเพื่อลดการขาดทุน ส่วนผู้ที่มีเรือหลายลำควรบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายการทำประมงในหลายประเภทสัตว์น้ำ หรือใช้วิธีถัวเฉลี่ยรายได้ เพื่อให้สามารถประคับประคองธุรกิจได้ในช่วงวิกฤต

    “สมาคมประมงได้เรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาปรับโครงสร้างราคาสัตว์น้ำ ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามความเป็นจริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพของภาคการประมงให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน”


    ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

    #ส.ประมงสงขลา #หวน #ปลาย #ม.ค.เรอเขาฝง #หยดออกทะเล #ดนราคาสตวนำพง #ทำปชช.เดอดรอน

    ทิ้งคำตอบไว้

    กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
    กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่