
‘ส.ว.ชูชีพ’ ชี้ ปชช.เข้าใจดีวิกฤตพลังงาน แต่ รบ.บริหารจัดการอย่างจริงใจหรือไม่ ถ้าจริงใจต้องมีคำตอบ ‘โอ้โม่ง’ คือใคร ไม่ใช่ผลักภาระให้ ปชช. แนะแก้ปัญหาระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยเฉพาะเกษตรและมนุษย์เงินเดือน
เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 31 มีนาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้เปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อน
นายชูชีพ เอื้อการณ์ ส.ว. หารือเรื่องวิกฤตโลก วิกฤตพลังงานว่า เป็นปัญหาในระดับโลกที่ทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกัน โดยเฉพาะน้ำมัน ถือเป็นพลังงานที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เรานำเข้าน้ำมันว่า 90% โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มูช เรานำเข้าถึง 58% วิกฤตพลังงานประชาชนเข้าใจดี แต่รอการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมืออาชีพด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจจากรัฐบาล เพื่อลดผลกรทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน
นายชูชีพกล่าวว่า จุดผิดปกติที่สังคมพูดกันมาก เมื่อเริ่มเกิดวิกฤตรัฐบาลบอกน้ำมันอยู่ในมือได้ถึง 100 วัน แต่ผ่านไปประมาณ 20 วันน้ำมันก็ขาดตลาดแล้ว เป็นไปได้อย่างไร ราคาน้ำมันด้วยต้นทุนเดิม สต๊อกเดิม ปล่อยให้ขึ้นราคาได้อย่างไร มีการตรวจสอบหรือไม่ ตั้งแต่เกิดวิกฤน้ำมันดีเซลขึ้นแล้ว 3 ครั้ง รวม 10.80 บาท ก่อนขึ้นราคาบอกว่าน้ำมันขาด แต่พอราคาปรับขึ้นหน้าปั๊มน้ำมันไม่ขาดเลย แสดงว่ามีไอ้โม่ง แอบสต๊อกน้ำมันไว้ขายเพื่อเอาราคา
“รัฐบาลถ้าจริงใจจริงต้องหาไอ้โม่งตัวนั้นมา อย่าเอาความเดือดร้อนที่มีอยู่แล้วผลักไปให้ประชาชน ไอ้โม่ง คือใคร รัฐบาลได้คำตอบหรือยัง” นายชูชีพกล่าว
นายชูชีพกล่าวต่อว่า ในเรื่องโครงสร้างน้ำมันที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน อยากทราบว่าใครเป็นคนกำหนด โดยโครงสร้างแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.ผู้ค้าน้ำมันกับโรงกลั่น ซึ่งได้สองส่วนคือค่าการกลั่นกับกำไร ไม่เคยถอดสมการนี้มาเติมเต็ม มาอุดหนุนชดเชยน้ำมันเลย 2.ค่าการตลาด หมายถึงค่าการขายของปั๊มต่างๆ เราตั้งสมมุติฐานว่าปั๊มเล็กอยู่ได้ แต่ปั๊มใหญ่กำไรเหลือเฟือ เพราะฉะนั้นแสดงว่าปั๊มใหญ่ควรมีส่วนที่มาชดเชย ไม่ใช่เอามาจากกองทุนที่เป็นเงินของประชาชนอย่างเดียว และ 3.ภาษีสรรพสามิต ขอให้ลดลงเพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน เพราะเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันรัฐบาลผลักภาระให้ประชาชนเพียงลำพังผ่านกองทุนน้ำมัน
นายชูชีพกล่าว่า คำถามคือโครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อใคร ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนแบกรับผิดชอบเพียงลำพัง แต่กลุ่มทุนน้ำมัน ผู้ค้ากลับอู้ฟู่ กักตุนยังรวยเหมือนเดิม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเงินฝืดแน่นอน ส่งผลกระทบชัดเจน เพราะกลุ่มแรกที่เดือดร้อนคือภาคการเกษตรที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นทันที แต่ราคาไม่ขึ้น อย่างนี้เกษตรกรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร รัฐจะดูแลและเยียวยาอย่างไร ยิ่งสงครามลากยาว สมมุติค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ทำเดือน ใช้เดือน ชนเดือน แต่ค่าของชีพสูงขึ้น อีกหน่อยจะอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเลิกจ้างและจะเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ รัฐบาลได้เตรียมเครื่องมือรองรับกลุ่มนี้อย่างไร
“ผมมีทางออกและข้อเสนอแนะระยะสั้น ควรจะอุดหนุนดีเซลเฉพาะกลุ่ม เช่น เกษตรกร ระยะกลางควรตรวจสอบโครงสร้างราคาพลังงาน โรงกลั่นต้องลดค่าการกลั่น ลดกำไรลงบ้าง และรัฐควรลดภาษีสรรพสามิตลง ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนแบกรับกรรมแต่เพียงลำพัง ส่วนระยะยาว พลังงานทางเลือก รัฐควรหาทางส่งเสริมเพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและลดการพึ่งพิงน้ำมัน เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการน้ำมันถูกที่สุด แต่ต้องการความเป็นธรรม ไม่ใช่เอื้อให้แก่กลุ่มทุนแล้วผลักภาระให้ประชาชน” นายชูชีพกล่าว
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ส.ว.ชชพ #เชอคนเขาใจวกฤต #อดรบ.ถาจรงใจตองตอบไดใครคอโอโมง #ขออยาละเลยเกษตรกรมนษยเงนเดอน


