
ใครๆ ต่างก็ตระหนักว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” มีปัญหาพื้นฐานทางการเมืองบางประการ
กล่าวคือแม้นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” และเครือข่ายขุมพลังทางการเมือง “สีน้ำเงิน” จะพาพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งได้อย่างขาดลอย
ทว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับกลายเป็นการเลือกตั้งที่มีประชาชนจำนวนมากไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจกับกระบวนการทำงานของ กกต.
(เวลาผ่านไปเกือบสองเดือน การที่ผู้คนไม่ออกมาโวยวาย กกต.แล้ว มิได้หมายความว่าพวกเขากลับมาศรัทธาเชื่อมั่นใน กกต. แต่เป็นเพราะมีเรื่องอื่นให้กลุ้มใจมากกว่า โดยที่บาดแผลจากการเลือกตั้งยังฝากรากลึกในใจคนอยู่)
หรือต่อให้มองว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส แต่จุดที่ต้องกังวล ก็คือ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ไม่ได้คะแนนระบบบัญชีรายชื่อมากที่สุด
หมายความว่าในแง่ป๊อปปูลาร์โหวต คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้มีความนิยมต่อพรรคการเมืองนี้ ในฐานะสถาบันทางการเมือง ในฐานะแกนนำรัฐบาล มาตั้งแต่ต้น
นี่คือฐานทางการเมืองที่ไม่มั่นคงมาแต่เดิมของรัฐบาลชุดใหม่
ทุกคนจึงจินตนาการต่อไปว่า ยิ่งถ้า “รัฐบาลอนุทิน 2” เจอปัญหายากมากๆ ที่แก้ไขได้ไม่ง่าย เช่น ภัยธรรมชาติใหญ่ๆ โรคระบาดหนักๆ หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของไทย
คะแนนนิยมของรัฐบาลย่อมเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว เพราะฐานทางการเมืองที่ไม่มั่นคงข้างต้น
อย่างไรก็ดี หลังเลือกตั้งไม่นาน แทบทุกฝ่ายคาดการณ์ตรงกันว่า คงต้องปล่อยให้รัฐบาลใหม่ทำงานไปสักระยะหนึ่ง นายกฯอนุทิน และคณะ จึงจะพบเจอสถานการณ์ยากลำบากเช่นนั้น
โชคร้ายที่ “รัฐบาลอนุทิน 1 ต่ออนุทิน 2” กลับเผชิญสถานการณ์ไม่พึงปรารถนาเร็วกว่าที่คิด จากสงครามในตะวันออกกลาง ที่กลายเป็นวิกฤตน้ำมันในไทย ซึ่งดูชุลมุนวุ่นวาย เพราะนโยบายการอุ้มราคาน้ำมันในช่วงแรก และปัญหาการกระจายน้ำมันได้ไม่ทั่วถึง (จนหลายคนเชื่อว่ามีการกักตุนเอาไว้เพื่อรอวันขึ้นราคา)
พื้นฐานทางการเมืองที่เปราะบางอยู่เป็นทุนเดิม จึงต้องเจอบทพิสูจน์หนักหน่วงเร็วกว่ากำหนด ตั้งแต่ยังไม่ทันมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เลยด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้น ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังเกิดจังหวะเหตุการณ์ผิดที่ผิดทาง-ผิดกาลเทศะ ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมสภาวะ “ดวงตก” ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
จากประเด็นรถอีวีคันใหม่ของนายกฯ วิกผมทรงแปลกตาของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รักษาการ รมว.พาณิชย์ และว่าที่หนึ่งในสองขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ หรือการร้องเพลงข้ามกำแพงของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.อว.
จนเกิดคำถามว่า ในห้วงเวลาที่ผู้นำทางการเมืองยังหาทางแก้ปัญหาให้ประเทศไม่ได้ พวกเขาและเธอมีความรู้สึก “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” กับพี่น้องประชาชนมากน้อยเพียงใด?
ผลนิด้าโพลล่าสุดบ่งบอกได้ดีว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” กำลังอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยง และไม่มีโอกาส “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” โดยสิ้นเชิง
แม้การออกมาขอโทษ-ยอมรับผิดต่อประชาชนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (เป็นคุณสมบัติเด่นบางอย่างที่นายกฯอนุทินมี) คงทำให้ความตึงเครียดที่ห้อมล้อมรัฐบาลอยู่ สามารถผ่อนคลายลงได้บ้าง
แต่ประชาชนก็อาจต้องการฟังนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ นโยบาย แผนงานอย่างเป็นระบบ ว่าจะนำพาสังคมไทยและคนไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงาน และปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตนี้ ได้อย่างไร
การออกมาขอโทษประชาชน ทำให้รัฐบาลยังพอจะมีโอกาสทำงานต่อไปได้ แต่ต้องยอมรับว่า โอกาสนั้นมีอยู่ไม่มากนัก และต้องใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด
ปราปต์ บุนปาน
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#สถานคดเลขท #โอกาสอนนอยนดของรฐบาล


