
ผลเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 พรรคภูมิใจไทยกวาดได้ 191 ที่นั่ง พรรคประชาชน 120 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 21 ที่นั่ง และพรรคเล็กอื่นๆ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องจัดเรียงใหม่ทั้งหมด และลงเอยด้วยการตกลงปลงใจร่วมกันเป็นพรรครัฐบาลของพรรค ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พรรคเล็กอีกหลายพรรค รวมเสียงราว 300 เสียง โดยมี พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน ภาพดังกล่าวเปลี่ยนสมการของกฎหมายค้างสภาทุกฉบับอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ที่จะตัดสินว่าจะ “ฟื้น” กฎหมายฉบับใดกลับมาในช่วง 60 วันแรกของการเปิดสภา คือนายกรัฐมนตรีอนุทิน และพรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่นี้
สำหรับกฎหมายที่กำลังค้างและตกไปด้วยผลของการยุบสภาฯ ชุดที่ 26 เข้าเงื่อนประเด็นตามมาตรา 147 ตามรัฐธรมนูญ ที่บัญญัติว่า
“ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ หรือที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วแต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมาให้เป็นอันตกไป
บรรดาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบที่ตกไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วยก็ให้รัฐสภาสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไปได้ แต่คณะรัฐมนตรีต้องร้องขอภายในหกสิบวันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป”
กฎหมายที่ผมจะขอยกเป็นไฮท์ไลท์สำคัญและอาจจะส่งต่อมาให้สภาฯ ชุดนี้โดยคณะรัฐมนตรีขอให้พิจารณาต่อ หรือต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมดมีไฮท์ไลท์สำคัญที่มีดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (พ.ร.บ. อากาศสะอาด)
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างกลไกในการบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวคิดสำคัญที่แตกต่างจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม กล่าวคือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ยืนยันหลักการว่า “อากาศสะอาด” เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของประชาชน ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมในเชิงนโยบาย แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกคน ในแง่นี้ กฎหมายจึงมีนัยสำคัญในเชิงสิทธิมนุษยชนควบคู่กับมิติสิ่งแวดล้อมด้วย
จุดแข็งเชิงโครงสร้างของร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่แนวทางการแก้ปัญหาแบบครบวงจร กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งเพียงการห้ามหรือการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการสร้างกลไกเชิงสถาบันด้านวิชาการ การตรวจสอบคุณภาพอากาศ และกลไกทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพื่อลดแรงจูงใจในการปล่อยมลพิษ ทั้งนี้ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิดมลพิษเป็นสำคัญ ได้แก่ การป้องกันการปล่อยฝุ่นละออง ควัน และสารปนเปื้อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล
โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรครบทั้งสามวาระด้วยคะแนนเสียง 309 ต่อ 0 เสียง น จากนั้นร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งได้ดำเนินการพิจารณาไปแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งล่วงพ้นกึ่งหนึ่งของกระบวนการในชั้นวุฒิสภา อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการวุฒิสภาได้มีมติขยายระยะเวลาการพิจารณาออกไปอีก 30 วัน จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ส่งผลให้ร่างกฎหมายตกไปตามมาตรา 147 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญโดยปริยาย
สำหรับการประเมินทิศทางเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านพิจารณามากกว่ากึ่งหนึ่งของกระบวนการในวุฒิสภาแล้ว หากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยื่นขอให้พิจารณาต่อตามมาตรา 147 วรรคสอง และรัฐสภาให้ความเห็นชอบ การพิจารณาก็จะดำเนินต่อในชั้นกรรมาธิการวุฒิสภาจากจุดที่ค้างไว้ได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่วาระหนึ่ง ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบด้านต้นทุนขั้นตอนที่มีนัยสำคัญ
ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง)
วุฒิสภารับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยเป็นร่างที่กำหนดขอบเขตการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมคดีทางการเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่ไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขณะที่ร่างของพรรคประชาชนและร่างที่เสนอโดยภาคประชาชนซึ่งครอบคลุมความผิดตามมาตรา 112 ด้วยนั้น ถูกสภาผู้แทนราษฎรปัดตกในวันเดียวกัน
การประเมินทิศทาง ประเด็นนิรโทษกรรมมีความซับซ้อนทางการเมืองสูง เนื่องจากแก่นของการถกเถียงอยู่ที่ว่าขอบเขตการนิรโทษกรรมควรครอบคลุมความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมีจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ไม่สนับสนุนการแตะต้องมาตรา 112 อย่างไรก็ตาม แม้คณะรัฐมนตรีอาจยื่นขอให้พิจารณาร่างในรูปแบบเดิมต่อ แต่ร่างดังกล่าวก็ไม่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มที่เรียกร้องมากที่สุด
ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือ กลไกมาตรา 147 วรรคสอง เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านจึงไม่อาจใช้ช่องทางนี้เพื่อนำร่างที่ตัวเองผลักดันกลับมาพิจารณาต่อได้โดยตรง และหากจะยื่นร่างใหม่ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมมาตรา 112 ก็ต้องเริ่มกระบวนการตั้งแต่ต้น ซึ่งต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาที่พรรคประชาชนไม่มีในขณะนี้ ดังนั้น โอกาสที่กฎหมายนิรโทษกรรมในรูปแบบที่ตอบสนองต่อทุกกลุ่มผู้เรียกร้องจะผ่านการพิจารณาในสมัยนี้จึงมีน้อยมาก
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 แต่ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนการยุบสภา
การประเมินทิศทางจากในบรรดาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาทั้งหมด ร่างกฎหมายฉบับนี้มีโอกาสได้รับการผลักดันต่อสูงที่สุด ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ
ประการแรก เนื่องจากเป็นร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จึงสามารถเสนอร่างปรับปรุงผ่านกระบวนการปกติโดยไม่ต้องพึ่งกลไกมาตรา 147 ทำให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดกรอบเวลา 60 วัน
ประการที่สอง นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่ม ESG รวมถึงพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยต้องรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) เป็นแรงกระตุ้นที่ชัดเจนให้รัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องนี้ต่อ
อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงที่เนื้อหาของร่างจะได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะรอบใหม่ ส่งผลให้กว่าจะประกาศใช้ได้จริงอาจไม่เร็วกว่าปลายปี พ.ศ. 2570
ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่น
ในบรรดาร่างพระราชบัญญัติที่ตกไปพร้อมการยุบสภา มีชุดร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่นถึง 5 ฉบับ ซึ่งล้วนผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรครบทั้งสามวาระแล้ว แต่ยังค้างอยู่ในชั้นวุฒิสภาเมื่อมีการยุบสภา
ฉบับแรก ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผ่านวาระสามของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นได้มากขึ้น และปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งให้มีความทันสมัยและเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น สาระสำคัญได้แก่ การลดอายุขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งจาก 35 ปีเหลือ 25 ปีบริบูรณ์ การยกเลิกหรือปรับเกณฑ์วุฒิการศึกษาที่ไม่สัมพันธ์กับความสามารถในการบริหาร และการยกเลิกข้อห้ามการดำรงตำแหน่งเกิน 2 สมัยติดต่อกัน เพื่อเอื้อต่อความต่อเนื่องของนโยบาย
ฉบับที่สองถึงสี่ ร่างพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่างพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล และร่างพระราชบัญญัติเทศบาล ผ่านวาระสามของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ร่างทั้งสามฉบับมีเนื้อหาสอดคล้องกัน โดยมุ่งตัดเงื่อนไขคุณสมบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดกว้างทางการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ เกณฑ์อายุขั้นต่ำ 35 ปี เกณฑ์วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง
ฉบับที่ห้า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ผ่านวาระสามในวันเดียวกัน มีสาระสำคัญคือการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น เพื่อคืนอำนาจการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่นให้แก่คณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท รวมถึงเปิดช่องให้โอนย้ายข้าราชการท้องถิ่นข้ามสังกัดได้ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น
ร่างกฎหมายท้องถิ่นทั้งชุดนี้มีลักษณะเป็นนโยบายที่ผูกโยงกับเจตนารมณ์ด้านการกระจายอำนาจของพรรคประชาชน ซึ่งในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะรัฐบาลมีฐานเสียงในโครงสร้างการเมืองท้องถิ่นที่ดำรงอยู่ภายใต้กติกาเดิม จึงอาจจะมีแรงจูงใจน้อยกว่าในการเร่งนำร่างกฎหมายเหล่านี้กลับมาพิจารณาต่อผ่านกลไกมาตรา 147 วรรคสอง และเนื่องจากร่างทั้งหมดผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากแล้ว หากมีการยื่นขอให้พิจารณาต่อ ก็จะเริ่มต้นในชั้นวุฒิสภาได้ทันที
ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
หากจะกล่าวว่ากฎหมายฉบับใดในสภาชุดที่ 26 มีนัยทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจสูงที่สุด ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 คือคำตอบที่ไม่มีข้อสงสัย เพราะไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายฉบับหนึ่ง แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ของกติกาสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศทั้งหมด
โดยความพยายามของสภาฯ ชุดที่ 26 คือ ความพยายามในการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการยื่นร่างจากทั้งพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ระหว่างการพิจารณาในวาระสอง มีการส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ว่ารัฐสภามีอำนาจดำเนินการได้ แต่ต้องจัดประชามติอย่างน้อย 3 ครั้ง
เมื่อวันที่ 14–15 ตุลาคม พ.ศ. 2568 รัฐสภาพิจารณารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย แต่ในชั้นวาระสองเกิดข้อพิพาทสำคัญเรื่องอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในการกำกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวคือ สว. ออกเสียงผนึกกำลังให้อำนาจอยู่ในมือของตนเอง จนคณะกรรมาธิการต้องขอถอนร่างกลับไปพิจารณาทั้งหมดก่อนที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาจะมีผลในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ส่งผลให้ร่างค้างอยู่ในวาระสองพร้อมความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
การออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดพร้อมกับวันเลือกตั้ง ถือเป็น “ครั้งที่ 1” ตามกรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ผลการออกเสียงอย่างไม่เป็นทางการที่นับแล้วร้อยละ 94 ปรากฏว่า มีเสียงเห็นชอบ 19,978,736 เสียง คิดเป็นร้อยละ 60 ของผู้มาใช้สิทธิ เสียงไม่เห็นชอบ 10,553,327 เสียง คิดเป็นร้อยละ 32 และไม่แสดงความคิดเห็น 2,891,465 เสียง คิดเป็นร้อยละ 8.65 เมื่อผลอย่างเป็นทางการประกาศออกมา ก็จะถือว่าประชาชนให้ฉันทานุมัติเพื่อเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผลดังกล่าวผูกพันให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องดำเนินการต่อไปในทิศทางนี้
ภายหลังประชามติครั้งที่ 1 ผ่าน ขั้นตอนต่อไปคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีทางเลือกสองแนวทาง
แนวทางแรก คือการร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่จากสภาชุดที่ 26 ต่อจากวาระสองภายในกรอบ 60 วัน ตามมาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งจะประหยัดเวลาได้มาก แต่มีข้อด้อยคือร่างเดิมยังมีปมขัดแย้งเรื่องอำนาจ สว. ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และอาจนำไปสู่ทางตันได้อีกครั้ง
แนวทางที่สอง คือการปล่อยร่างเดิมตกไปและเริ่มเสนอร่างใหม่ตั้งแต่วาระหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ออกแบบเนื้อหาได้ใหม่โดยไม่ติดกับดักของร่างเดิม แต่ต้องใช้เวลามากกว่า
ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด การผ่านวาระหนึ่งและวาระสามต้องได้เสียงพิเศษตามมาตรา 256 กล่าวคือ ต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาเท่าที่มีอยู่ และในจำนวนนั้นต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด หรืออย่างน้อย 66 เสียง อีกทั้งในวาระสามยังต้องมีเสียง สส. จากพรรคฝ่ายค้านเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคฝ่ายค้านรวมกัน
เมื่อร่างผ่านสามวาระและได้รับการรับรองในประชามติครั้งที่ 2 แล้ว จึงจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีในการยกร่าง ก่อนนำไปออกเสียงประชามติครั้งที่ 3 เป็นขั้นตอนสุดท้าย
ผลประชามติครั้งที่ 1 เป็นสัญญาณที่ชัดเจน แต่ขั้นตอนที่เหลืออยู่ยังซับซ้อนและเปราะบาง ตัวแปรชี้ขาดที่สำคัญที่สุดคือท่าทีของวุฒิสภาชุดพิเศษ ซึ่งในสภาชุดที่ 26 แสดงให้เห็นแล้วว่าพร้อมใช้อำนาจปิดกั้นหากไม่ได้รับการรับรองอำนาจในร่างใหม่ หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขในร่างที่จะเสนอใหม่ กระบวนการก็มีความเสี่ยงสูงที่จะติดขัดในชั้นเดิมอีกครั้ง
เมื่อพิจารณาภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติทั้งหมด จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบที่ชัดเจนประการหนึ่ง กล่าวคือ ร่างกฎหมายที่มีโอกาสได้รับการดำเนินการต่อในสมัยนี้ล้วนเป็นร่างที่คณะรัฐมนตรีเป็น “เจ้าของ” หรือเป็นร่างที่ไม่มีต้นทุนทางการเมืองในการนำกลับมา ขณะที่ร่างกฎหมายที่ผู้ยื่นเสนอเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองสูง ล้วนเผชิญข้อจำกัดโดยตรงจากโครงสร้างเสียงในรัฐสภา โดยเฉพาะกลไกทางอำนาจที่ทุกที่มีแต่สีน้ำเงิน
นอกจากนี้ ข้อสังเกตเชิงระบบที่สำคัญยิ่งกว่าตัวกฎหมายแต่ละฉบับ คือปัญหาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติในระบบการเมืองไทย ซึ่งมีแนวโน้มให้ร่างกฎหมายต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กรอบเวลา 60 วันตามมาตรา 147 วรรคสอง แม้จะเป็นกลไกที่มีอยู่ แต่ในทางปฏิบัติมักมีอุปสรรคเนื่องจากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาพอสมควร สภาชุดที่ 27 จึงเผชิญความท้าทายทั้งในการใช้กลไกนี้ให้มีประสิทธิภาพ และในการสร้างบรรทัดฐานว่างานนิติบัญญัติที่ค้างไว้จะได้รับการสืบทอดอย่างไร
ในท้ายที่สุด การวัดผลสำเร็จของสภาชุดนี้ในด้านนิติบัญญัติจะวัดได้จากกฎหมายที่ประกาศใช้ได้จริง ไม่ใช่จากจำนวนร่างกฎหมายที่รับหลักการ ซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐสภาไทยยังไม่เคยตอบได้อย่างน่าพอใจในหลายสมัยที่ผ่านมา
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#อรรถสทธ #พานแกว #อานกระแส #ชะตากรรมกฎหมายในสภาชดท #ภายใตรมเงาของรฐบาลอนทน


