เกิดเหตุสลดกลางป่าห้วยลากาเบิงเล็ก เมื่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ตรวจพบซากเสือโคร่งเพศเมียวัยรุ่น เสียชีวิตในสภาพถูกกัดกระจุยทั่วตัว ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการต่อสู้ตามสัญชาตญาณเพื่อแย่งชิงอาณาเขต
จุดเริ่มต้นการค้นพบ
เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยโดย นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยน้ำเขียวและสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ กำลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า (Camera Trap) ได้พบซากเสือโคร่งนอนตายอยู่บนเส้นทางลาดตระเวน
รายละเอียดสภาพซากและการวิเคราะห์
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เสือโคร่งตัวดังกล่าวเป็นเพศเมียที่ยังโตไม่เต็มวัย โดยมีบาดแผลฉกรรจ์จากรอยเขี้ยวของสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ในจุดสำคัญ ได้แก่ หลังลำคอ หน้าอก และโคนขาหลังด้านขวา
ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า เป็นการถูกจู่โจมโดยเสือโคร่งเจ้าถิ่นที่แข็งแกร่งกว่า เพื่อครอบครองพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของสัตว์ตระกูลแมวป่าที่ต้องแยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรของตนเองเมื่อถึงวัย
มาตรการจัดการและมุมมองทางนิเวศวิทยา
เพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการดังนี้:
- เผาทำลายซากทันที เพื่อตัดวงจรโรคระบาดและป้องกันการแพร่เชื้อสู่สัตว์ป่าตัวอื่น
- ป้องกันการโจรกรรม เพื่อไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพลักลอบนำหนังหรือกระดูกไปค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
แม้จะเป็นความสูญเสียที่น่าสลดใจ แต่ในทางนิเวศวิทยาถือเป็น “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” (Natural Selection) ที่ผู้แข็งแกร่งกว่าคือผู้อยู่รอด นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นตัวบ่งชี้ว่า ผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก มีความสมบูรณ์และมีประชากรเสือโคร่งหนาแน่นจนเกิดการแย่งชิงพื้นที่กันเอง


