นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ยอมรับว่าการกลับมารับตำแหน่งในครั้งนี้ต้องเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการทำงานภายในกระทรวงพาณิชย์ใหม่เพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
กลยุทธ์ปรับทัพ รับมือวิกฤติเศรษฐกิจ
เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด รมว.พาณิชย์ ได้วางแนวทางเสริมทัพในด้านต่างๆ ดังนี้:
- ด้านค่าครองชีพ: เพิ่มผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานของ กรมการค้าภายใน ให้มีความเข้มแข็งในการดูแลราคาสินค้า
- ด้านการส่งออก: จัดตั้งทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เฉพาะทาง (จีน, อาเซียน, อเมริกา, ยุโรป) เพื่อเสริมทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการวางกลยุทธ์
- การทำงานแบบบูรณาการ: ใช้รูปแบบ Cluster ประสานงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาแบบครบวงจร
เกาะติดสถานการณ์ “ราคาปุ๋ย” และสินค้าอุปโภคบริโภค
สำหรับประเด็นที่ประชาชนกังวล รมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงรายละเอียดสำคัญ ดังนี้:
1. สถานการณ์ปุ๋ยเคมี
ปัจจุบันปุ๋ยมีเพียงพอใช้ถึงกลางเดือน พ.ค. นี้ แต่ ปุ๋ยล็อตใหม่จะมีต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาอย่างรอบคอบและมี “โครงการปุ๋ยธงเขียว” เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร
2. การขอปรับราคาสินค้า
ขณะนี้มีผู้ประกอบการยื่นขอปรับราคาสินค้า ได้แก่ น้ำมันปาล์มบรรจุขวด แชมพู และสบู่ ซึ่งทางกระทรวง “ยังไม่ได้อนุญาต” โดยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อมูลและจะเรียกผู้ประกอบการมาหารือเพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาด
ยอมรับของแพงขึ้นตามต้นทุน แต่พร้อมสู้เพื่อประชาชน
นางศุภจีระบุว่า ประชาชนอาจต้องยอมรับว่าราคาข้าวของจะแพงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยพลังงานที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อในเดือนเมษายนนี้ แต่ยืนยันว่า “ไม่ท้อแท้” และจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน


