
กาง PDP 2026 บาลานซ์เชื้อเพลิงพลังงาน EV – Data Center ตัวแปรสำคัญ
วันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำ “ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)” เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026)
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพราคาพลังงานโลก ปัจจุบันประเทศไทยมีการเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งกำลังผลิตหลัก และการรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับการบริหารจัดการด้านราคา รัฐพยายามดำเนินการให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านการลดการปล่อยคาร์บอนที่ต้องรอความชัดเจนของแผนพลังงานในระยะต่อไปว่าจะสามารถสร้างสมดุลได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ราคาพลังงานบางประเภท เช่น ถ่านหิน ยังมีความผันผวน สวิงน้อยกว่าน้ำมัน
เทคโนโลยี SMR จำเป็น
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) จากการศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินขนาดกำลังผลิตไว้ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และอาจช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความปลอดภัย กฎระเบียบ และการกำกับดูแล รวมถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเดินหน้ามากน้อยเพียงใด
ปลัดพลังงานระบุถึงความแตกต่างระหว่างพีดีพีฉบับปัจจุบัน 2024 และฉบับใหม่ 2026 ว่า หากมองย้อนในช่วงปี 2024 ถึงปัจจุบัน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ยืนยันแล้วประมาณ 16 แห่ง และมีผู้ได้รับอนุญาตอีกกว่า 450 ราย
แผนเข้มรับ Net Zero Emissions ปี50
โดยประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายจาก Carbon Neutrality ในปี 2050 ไปสู่ Net Zero Emissions ภายในปีเดียวกัน ส่งผลให้การวางแผนพลังงานต้องเพิ่มความเข้มข้น ด้านการอนุรักษ์พลังงานควบคู่กันไป
“ส่วนโครงสร้างเชื้อเพลิง ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีแนวทางกระจายความเสี่ยงโดยใช้พลังงานทดแทนที่หลากหลาย พร้อมทั้งมองว่า SMR อาจเข้ามามีบทบาทเสริมในอนาคต สำหรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่มากกว่า 50% ซึ่งต้องดูความมั่นคง”
พลังงานบางประเภท เช่น โซลาร์เซลล์ แม้มีต้นทุนต่ำแต่จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทั้งหมดล้วนมีต้นทุน
พลังงานสะอาดจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังจำเป็นต้องมีระบบสำรอง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยธรรมชาติได้ เช่น ช่วงเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน
ใช้โซลาร์กลางวัน-ลมกลางคืน
แนวคิดหนึ่งในการบริหารจัดการคือการให้พลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทช่วยเสริมกัน เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน เพื่อลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องมีระบบสำรองรองรับ (Back up)
ดังนั้น สัดส่วนที่เหมาะสมของพลังงาน แต่ละประเภทและระบบสำรอง ‘ยังไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้’ เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน ซึ่งปัจจุบันคาดการณ์ได้เพียงระยะสั้นประมาณ 2 ปี
กรณีค่าไฟฟ้า มองว่า ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 4 บาทต่อหน่วย แต่มีมาตรการช่วยเหลือทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย มีการนำเงิน Claw Back กว่า 9,000 ล้านบาทมาช่วย ยังไม่รวมภาระหนี้ กฟผ.และปตท. หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เช่นการช่วยกลุ่มเปราะบาง
ดังนั้น การใช้กลไกผ่านภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า ต้องพิจารณาผลกระทบด้านฐานะการเงินด้วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการกู้เงินและต้นทุนในอนาคต
ปลัดพลังงาน ย้ำว่า การบริหารราคาพลังงานจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้นกับความยั่งยืนในระยะยาว หาก ‘บิดเบือนราคา’ มากเกินไป อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
คาดพีกเดือด77,374 เมกะวัตต์ปี69
ด้าน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ กล่าวว่า การจัดทำค่าพยากรณ์ครั้งนี้ได้ปรับสมมติฐานให้ทันต่อสถานการณ์ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ประชากร และเทคโนโลยี โดยนำปัจจัยสำคัญ เช่น การเติบโตของ Data Center เศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) รวมถึงมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการบริหารจัดการโหลด เข้ามาพิจารณา
ทั้งนี้ การพยากรณ์ได้คำนึงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ควบคู่กับความต้องการใหม่จากโครงการสำคัญ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึง EV และ Data Center ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในอนาคต
โดยผลการพยากรณ์ในกรณีต่ำ (Low) คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มจาก 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 เป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือเติบโตเฉลี่ย 2.9% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้า 386,081 ล้านหน่วย
ขณะที่กรณีสูง (High) จะเพิ่มเป็น 77,374 เมกะวัตต์ เติบโตเฉลี่ย 3.2% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้า 434,371 ล้านหน่วย โดยมีปัจจัยหลักจาก EV และ Data Center
นอกจากนี้ ยังพบว่าพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยช่วงพีคมีแนวโน้มย้ายจากกลางวันไปสู่กลางคืน จากการชาร์จ EV และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจดิจิทัล
รวมถึงมีการพิจารณานโยบายสำคัญในอนาคต เช่น การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าใช้เอง และการเปิดใช้โครงข่ายไฟฟ้า
ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะนำไปใช้ปรับปรุงค่าพยากรณ์ เพื่อจัดทำแผน PDP2026 ให้สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#กาง #PDP #บาลานซเชอเพลงพลงงาน #Data #Center #ตวแปรสำคญ


