
หมายเหตุ – ความเห็นต่อกรณีพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันการแก้กฎหมาย โอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ มุ่งเน้นพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ คาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาได้ภายใน 6 เดือน
นัทรียา ทวีวงศ์
ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
แนวคิดการควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรมและแยกกระทรวงการกีฬาออกไป ตามแนวคิดของรัฐบาล โดยหลักการแล้วทั้งสองหน่วยงานมีภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะในมิติของการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ หากมีการรวมหน่วยงานเข้าด้วยกันจริง จะช่วยให้การทำงานมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันเสน่ห์ไทย หรือ Soft Power สู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก
โดยข้อเท็จจริงกระทรวงท่องเที่ยว เป็นกระทรวงที่บริหารจัดการเรื่องของการท่องเที่ยว แต่เราไม่ได้มีโปรดักต์ (Product) อยู่ในมือของเรา อย่างเช่น วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ หรือสงกรานต์ก็อยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ เราขายและเราบริหารจัดการการท่องเที่ยว เราก็ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการนำวัฒนธรรมไปโปรโมตยังต่างประเทศ นำไปขายและชักชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม ซึ่งถ้าสามารถรวมเป็นหนึ่งด้วยกัน ก็สามารถที่จะทำงานบูรณาการให้เสร็จไปในตัวในกระทรวงเดียวกัน และสามารถทำหน้าที่เผยแพร่โปรดักต์เดียวกันไปด้วยกันสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลกร่วมกัน ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นปึกแผ่น และเป็นเนื้อเดียวกัน
หากมีการควบรวมจริงจะช่วยลดขั้นตอนการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และทำให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการจัดเทศกาลสำคัญของประเทศ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการท่องที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรมต่างก็มีการจัดงาน
ตอนนี้เราจะเห็นว่ากระทรวงการท่องเที่ยวก็จัดกิจกรรมสงกรานต์ ขณะเดียวกันกระทรวงวัฒนธรรมก็จัดงานสงกรานต์เช่นกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วเป้าหมายคือเรื่องเดียวกัน คือการเผยแพร่ประเพณีไทยและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากรวมอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน การทำงานก็จะเป็นระบบเดียว ไม่ต้องข้ามกระทรวงไปมา หากทั้งการบริหารจัดการและสินค้าอยู่ในระบบเดียวกัน จะทำให้การดำเนินงานมีความครบวงจรมากขึ้นเหมือนร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่มีทั้งสินค้าและผู้ขายอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้การทำงานง่ายขึ้น ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประสานงานหลายฝ่ายเหมือนที่ผ่านมา
การควบรวมดังกล่าวจะช่วยผลักดันศักยภาพด้านเสน่ห์ไทย หรือ Soft Power ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะองค์ประกอบสำคัญของเสน่ห์ไทย ส่วนใหญ่เป็นทุนทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ประเพณี ศิลปะ หรือวิถีชีวิต ซึ่งทุกวันนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เวลาไปจัดกิจกรรมในต่างประเทศก็นำอัตลักษณ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม หรือประเพณี ไปนำเสนอเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทางวัฒนธรรมทั้งนั้น
แนวโน้มการท่องเที่ยวในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยนักท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเพียงการเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญเท่านั้น แต่ต้องการประสบการณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ที่เมื่อก่อนคนอาจไปเที่ยวสถานที่หนึ่งครั้งเดียวก็พอ แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ สิ่งที่ขายได้จริงๆ คือ ประสบการณ์ของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของชุมชน การผสานระหว่างการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมจะช่วยสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ที่มีคุณค่าและยั่งยืนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกัน วัฒนธรรมไทยจะไม่สูญหาย เพราะเมื่อมีการนำเสนออย่างเหมาะสม ก็จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และยังสามารถต่อยอดไปสู่การผลักดันให้บางประเพณีหรือศิลปวัฒนธรรมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ด้วย ในส่วนของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชน ปัจจุบันมีการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชนมากขึ้น เช่น โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตริมแม่น้ำโขง ซึ่งมุ่งนำเสนอวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ หากมีการแยกภารกิจด้านกีฬาออกไปเป็นกระทรวงเฉพาะ ก็อาจช่วยให้การพัฒนาด้านกีฬามีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการกีฬาแห่งประเทศไทยมีเครือข่ายสมาคมกีฬาจำนวนมากและมีภารกิจเฉพาะด้านค่อนข้างชัดเจน หากแยกด้านกีฬาออกไป ก็จะทำให้แต่ละภาคส่วนมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมก็สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน ส่วนด้านกีฬาก็สามารถพัฒนาไปตามศักยภาพของตัวเองได้
แนวคิดนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะหลายประเทศก็ใช้แนวทางลักษณะนี้และประสบความสำเร็จ หากประเทศไทยสามารถบูรณาการการทำงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในเวทีการท่องเที่ยวโลกได้มากขึ้น
วารุณี คำเมรุ
นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จ.เชียงใหม่
ในมุมมองการปรับโครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่จะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬาไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ดี เพราะจริงๆ การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเป็นสิ่งคู่กันอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในไทยหลักใหญ่ๆ คือมาดูเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ วัฒนธรรมจึงมีสัดส่วนเกือบ 70% ในด้านการท่องเที่ยวนอกเหนือจากการท่องเที่ยวธรรมชาติ และแอดเวนเจอร์
เห็นด้วยกับการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน แต่การรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมอาจทำให้โครงสร้างการท่องเที่ยวที่เป็นตัวหลักในการนำรายได้เข้าประเทศขับเคลื่อนได้ช้า เพราะโดยธรรมชาติของทั้งสองกระทรวงมีการทำงานที่แตกต่างกัน การทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมส่วนใหญ่เน้นเรื่องการอนุรักษ์ แต่การท่องเที่ยวบางเรื่องจำเป็นต้องมีข้อยกเว้น เช่น การห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา แต่นักท่องเที่ยวที่มีความแตกต่างด้านศาสนาอาจไม่รู้ความหมายและไม่เข้าใจ
หากมีการปรับโครงสร้างอยากให้การท่องเที่ยวเป็นกระทรวงของตัวเองมากกว่าไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม แต่ในหลักของการทำงานสามารถบูรณาการร่วมกันได้ทั้งกระทรวงท่องเที่ยว กระทรวงกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม เพราะเวลาไปทำตลาดในต่างประเทศ ระบบการทำงานของหน่วยงานไทยในต่างประเทศก็ทำงานร่วมกันเช่นล่าสุดตนเองเดินทางไปโปรโมตการท่องเที่ยวที่เซี่ยงไฮ้ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ และกงสุลก็มาร่วมโปรโมตด้วย
หากนำกระทรวงการท่องเที่ยวไปอยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม เกรงว่าการขับเคลื่อนของกระทรวงการท่องเที่ยวจะช้าลงหรือไม่ เพราะระบบการทำงานหรือขั้นตอนบางอย่างอาจไปเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมมากไปจนทำให้การทำงานติดขัด เพราะบทบาทหน้าที่ของแต่ละกระทรวงที่แตกต่างกัน ฝั่งหนึ่งเน้นการโปรโมต ขณะที่อีกฝั่งเน้นการอนุรักษ์และรักษา
ยอมรับว่าโมเดลการรวมกระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกันในต่างประเทศก็ทำกันและประสบความสำเร็จ อาทิ จีน เกาหลีใต้ เพราะ 70% ของการท่องเที่ยวคือการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม แต่วัฒนธรรมของไทยจะบวกเรื่องศาสนาและจารีตเข้าไปด้วย จึงเกรงว่าบางอย่างอาจติดขัดและเกิดปัญหา แต่หากเจ้ากระทรวงสามารถบริหารจัดการได้และมีข้อยกเว้นเพื่อทำให้การขับเคลื่อนไหลลื่นไปได้ทั้งด้านท่องเที่ยวและวัฒนธรรมก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะวัฒนธรรมเกิดจากคนอะไรที่เกี่ยวข้องกับคน ทั้งจารีต ประเพณี อาหาร การแต่งกาย และวิถีชีวิตของผู้คน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องธรรมชาติ
ยังอยากให้แยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรมออกจากกันเพื่อให้การบริหารจัดการเร็วขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าประเทศเราพึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยวเป็นหลัก จากอดีตพึ่งพาการส่งออกและพาณิชย์เยอะมาก แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยว พาณิชย์ และเกษตร แทบจะเป็นกระทรวงหลักที่หารายได้เข้าประเทศใกล้เคียงกันจึงน่าจะแยกออกจากกันเป็นแต่ละกระทรวง
หากจำเป็นต้องรวมกระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ในมุมมองของกระทรวงวัฒนธรรมอาจจะมองเรื่องของวัฒนธรรมเป็นหลักมากกว่าการท่องเที่ยว เนื่องจากคาแร็กเตอร์ของกระทรวงวัฒนธรรมเน้นการรักษา และคิดหลายด้านเรื่องวัฒนธรรมเพื่อไม่ให้ถูกกลืนหายไป ในขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวมีเป้าหมายคือการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ส่วนเป้าหมายที่สอง คือการสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยว ส่วนวัฒนธรรมคือการรักษาสิ่งที่เรามีไม่ให้สูญหายจึงเกรงว่าเวลาขับเคลื่อนทั้งสองส่วนไปพร้อมกันความเร็วในการขับเคลื่อนอาจมีมุมมองที่แตกต่างกันได้
ถ้าปรับโครงสร้างให้กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรมรวมกันจริง กระทรวงวัฒนธรรมจำเป็นต้องเปิดใจมากขึ้น แต่โดยส่วนตัวยังอยากให้แยกออกเป็นคนละกระทรวง และใช้วิธีการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน เพราะถ้ามีรัฐมนตรีว่าการคนเดียวดูแลทั้งสองเรื่องจะยิ่งทำให้เราช้าลงไปอีก แต่ถ้ามีรัฐมนตรีแยกออกแต่ละกระทรวงและช่วยการทำงานขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมควบคู่กันไปก็น่าจะได้ผลมากกว่า
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์เยอะว่าการกีฬาของเราค่อนข้างจะถดถอย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ด้วยกันมันถูกกับงานหรือไม่ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมาโดยตลอดแต่หลักๆ มีความเห็นตรงกันว่ากระทรวงท่องเที่ยวควรไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม เพราะในโลกยุคใหม่มีการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมเยอะขึ้น มีการนำเสนออัตลักษณ์ของประเทศชาติที่จะเป็นจุดขายสำคัญ และสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ ขณะที่ส่วนของกีฬานั้น วันนี้กีฬามาไกลเกินกว่าจะไปรวมกับกระทรวงอื่นๆ แล้ว กีฬายังมีภารกิจหลายส่วนให้ทำ เช่น กีฬาพื้นฐานที่ดูแลตั้งแต่ระดับนักเรียนในโรงเรียน จนถึงการพัฒนากีฬาเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ ที่น่าจะไปได้ไกลกว่านี้ เรื่องเหล่านี้สามารถพัฒนาได้หากจัดงานให้มันถูกที่ถูกทาง ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการขยายขอบเขตของกีฬาให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้มีกิจกรรมหลายอย่างที่ไม่มีคนรับผิดชอบดูแลเป็นกิจจะลักษณะ เช่น กีฬาดนตรีสันทนาการที่มีกฎกติกาแข่งขันชัดเจนอย่างมาร์ชชิ่งแบนด์ หรือโยธวาทิต
แม้กระทรวงกีฬาจะแยกออกมาแต่จะไม่กระทบกับงบประมาณแน่นอน ที่ผ่านมาท่องเที่ยวและกีฬาใช้งบคนละส่วนอยู่แล้ว มีน้อยโครงการที่นำงบมาใช้ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ด้วยกัน การจัดอีเวนต์แต่ละครั้งก็ต้องมีรายงานผลเชิงเศรษฐกิจ เชิงรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาด้วย ทั้งที่สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หลายงานไม่ได้มีงบท่องเที่ยวมาช่วย แต่เป็นงบกีฬาล้วนๆ เพื่อมาเสริมการท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมกีฬา การท่องเที่ยวเป็นผลพลอยได้ การแยกภารกิจของกีฬาให้มันชัด ไม่จับฉ่ายจะเป็นการเพิ่มคุณภาพของการจัดอีเวนต์กีฬา เพิ่มคุณภาพของการพัฒนากีฬา นอกจากจะทำงานได้ดีขึ้นแล้วมีงบประมาณที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน
ผมเชื่อว่าการแยกออกมาจะเป็นผลดีแน่นอน ที่ผ่านมาท่องเที่ยวมาอยู่กับกีฬา ทำให้กีฬาเป็นลูกเมียน้อย เพราะกีฬามันทำแล้วไม่เห็นผล คนเน้นท่องเที่ยวเป็นหลัก ลองดู แยกกระทรวงกีฬามาแล้วให้ KPI คือเหรียญรางวัล แล้วดูว่าจะได้ดีขึ้นไหม
พิมล ศรีวิกรม์
ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ
เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะแยกกระทรวงกีฬาเป็นเอกเทศ เหตุผลก็คือจะได้โฟกัสงานด้านกีฬาได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีที่เข้ามาก็จะได้ดูแลงานด้านกีฬาได้อย่างเต็มที่เช่นกัน ต้องยอมรับว่าการที่กระทรวงมีงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬา 2 อย่างอยู่ด้วยกัน ทำให้กีฬาไม่ใช่จุดโฟกัส เพราะรัฐมนตรีก็ต้องสนใจท่องเที่ยวมากกว่า เนื่องจากเป็นรายได้หลักของประเทศ ในแต่ละปีดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาหลายสิบล้านคน ทำให้งานกีฬาจึงเป็นแค่อันดับ 2 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กีฬาจะแยกมาเป็นกระทรวงเดี่ยวนั้นก็ต้องมาดูว่าโครงสร้างของกระทรวงจะเป็นอย่างไร จะมีการดึงกรม-กอง ในส่วนไหนเข้ามาเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงบ้าง ซึ่งเรื่องนี้น่าจะช่วยกันคิดและพิจารณาร่วมกัน
ผมได้คุยกับผู้บริหารวงการกีฬาหลายคนรวมทั้งคุยกับสมาคมกีฬาใหญ่หลายๆ สมาคมแล้ว ทุกคนเห็นด้วยที่จะให้มีการแยกกระทรวงกีฬา ซึ่งประเทศที่มีการตั้งกระทรวงกีฬาเป็นเอกเทศ ต่างประสบความสำเร็จในการกีฬาทั้งสิ้น อาทิ ฝรั่งเศสกับบราซิล ซึ่งได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเกมส์มาแล้ว ขณะที่เซเนกัลก็กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์เช่นกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศเหล่านี้ให้ความสำคัญกับภารกิจด้านกีฬาอย่างเต็มที่นั่นเอง
ก้องศักด ยอดมณี
ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย
หากแยกออกมาเป็นกระทรวงกีฬา ก็จะมี กกท. กรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี งานด้านกีฬาจะชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ทราบว่าการแยกกระทรวงจะมีภารกิจงานด้านอื่นๆ เช่น เยาวชนเข้ามารวมด้วยหรือไม่ แต่ กกท.สนับสนุนแนวความคิดดังกล่าว เพราะจะทำให้กีฬาไทยเข้มแข็งขึ้น คล่องตัวมากขึ้นในเรื่องการบริหารงาน และที่สำคัญเป็นโครงสร้างที่หลายประเทศชั้นนำทำกัน ในส่วนของ กกท.ไม่มีปัญหาหากจะมีการแยกกระทรวง
นอกจากการที่รัฐบาลจะให้ความชัดเจนเรื่องของกีฬาชัดๆ ก็จะมีเรื่องงบประมาณที่น่าจะได้เพิ่มเติมขึ้น เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาด้านงบประมาณที่ไม่คล่องตัวเหมือนในปัจจุบัน
พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย
นายกกิตติมศักดิ์ของสมาคมกีฬายกน้ำหนัก
สมัครเล่นแห่งประเทศไทย
เห็นด้วยที่รัฐบาลมีความคิดที่ดีในการที่แยกเรื่องของเศรษฐกิจออกไปจากกีฬา เพราะท่องเที่ยวเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ และท่องเที่ยวก็ต้องอิงอยู่กับวัฒนธรรม ซึ่งก็จะประกอบด้วยโบราณวัตถุ และสิ่งอะไรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปราสาท และอื่นๆ ซึ่งอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม ฉะนั้นการท่องเที่ยวจะอยู่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมเป็นอย่างดี หากกีฬาแยกออกมาก็คงจะต้องมานั่งคุยกันในรายละเอียด เพราะว่าเรื่องกีฬาจะต้องดูแลนักกีฬาตั้งแต่เด็กเยาวชนไปถึงผู้สูงอายุ ดังนั้นจะมีความเกี่ยวพันกับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ซึ่งก่อนหน้านี้ สสส.ก็จับมือกับกรมพลศึกษามา สำหรับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก็จะดูแลเฉพาะกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ รวมทั้งบรรดานักกีฬามวยไทยทั้งหลาย ส่วนเด็กเยาวชนนั้นตอนนี้ทางกรมพลศึกษาก็ดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในการปูพื้นฐานให้กับทางการกีฬาแห่งประเทศไทย ในการที่จะปั้นเด็กไปสู่ความเป็นเลิศอีกที
นอกจากกีฬาเพื่อความเป็นเลิศแล้ว ยังมีกีฬาเพื่อมวลชนที่ช่วยสร้างสุขภาพให้กับประชาชนจะต้องทำอย่างไรกัน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นผลดีต่อประเทศชาติ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#มองสตรแยกตงกระทรวงกฬา #ควบรวมทองเทยววฒนธรรม


