อัปเดตล่าสุด รับมือ ‘ของขาด-ของแพง’ ปรับธุรกิจอย่างไรให้ Cash Flow ยังเดินต่อได้ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

0
0
042703 2
042703 2

รับมือ ‘ของขาด-ของแพง’
ปรับธุรกิจอย่างไรให้ Cash Flow ยังเดินต่อได้
ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

สวัสดีท่านผู้อ่านคอลัมน์ คิดเห็นแชร์ ทุกท่านครับ เดิมทีผมตั้งใจจะหยิบยกประเด็นทิศทางธุรกิจในอนาคตท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลงของประชากรไทย ซึ่งเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาชวนกันคิดและวิเคราะห์แต่ในช่วงที่กำลังเตรียมบทความอยู่นั้น สถานการณ์โลกกลับเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานกลับมาผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง โดยในเดือนมีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีแนวโน้มเฉลี่ยสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ

หากสะเทือนตรงมายังต้นทุนการดำเนินธุรกิจแทบทุกมิติ ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Double Whammy หรือ “วิกฤตสองเด้ง” คือทั้ง ของขาด และ ของแพง เกิดขึ้นพร้อมกัน วัตถุดิบปิโตรเคมีเริ่มขาดตลาดและส่งผลลุกลามเป็นปัญหาลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ คำถามในเวลานี้จึงไม่ใช่ “ทำกำไรเพิ่มอย่างไร” แต่คือ “ประคองธุรกิจให้อยู่รอด และรักษากระแสเงินสดให้เดินต่อได้อย่างไร”

วันนี้ผมจึงขอหยิบประเด็นนี้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดในการรับมือครับ

1.รับมือ “ของขาด” ด้วยการบริหารโลจิสติกส์และความเสี่ยง เมื่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เกิดการสะดุด ไม่ว่าจะจากสงคราม การปิดเส้นทางเดินเรือ หรือความผันผวนด้านพลังงาน สิ่งที่ตามมาคือ วัตถุดิบบางประเภทเริ่มขาดตลาดหรือจัดหาได้ยากขึ้น ขาดแคลนวัตถุดิบในหลายระดับของอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ เม็ดพลาสติกและวัตถุดิบปิโตรเคมี ที่ไม่เพียงมีราคาสูงขึ้น แต่ในบางช่วงแม้มีเงินก็หาไม่ได้ ทำให้ลุกลามเป็นปัญหาลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อแผนการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ธุรกิจควรทำไม่ใช่เพียง

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการลดการพึ่งพาความไม่แน่นอน ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การปรับแผนโลจิสติกส์ (Logistics Optimization) ทบทวนเส้นทางขนส่งใหม่ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง และพิจารณาใช้การขนส่งแบบผสมผสาน (Multimodal Transport) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความล่าช้า การเพิ่มระดับสต๊อกเชิงกลยุทธ์ ปรับจากแนวคิด Just-in-Time มาเป็น Just-in-Case โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักที่เสี่ยงขาดตลาด และการกระจายแหล่งจัดซื้อ (Supplier Diversification) ไม่ฝากความเสี่ยงไว้กับ Supplier รายเดียว แต่มองหาตัวเลือกสำรองในหลายภูมิภาค เพื่อให้ธุรกิจยังมีทางเลือกเมื่อวัตถุดิบหลักเกิดภาวะตึงตัว

2.รับมือ “ของแพง” ด้วยการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนแทบทุกด้านย่อมขยับตาม หัวใจสำคัญคือการลดต้นทุนควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในมิติของพลังงานที่นับเป็นต้นทุนแฝงในทุกย่างก้าว โดยสามารถดำเนินการได้ใน 3 แนวทางหลัก แนวทางแรก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED การปรับปรุงเครื่องจักรให้ใช้พลังงานน้อยลง รวมไปถึงควรเริ่มพิจารณาการใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากชีวมวล (Biomass) เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) หรือการติดตั้ง Solar Rooftop แม้ต้องลงทุนในช่วงเริ่มต้น แต่ผลลัพธ์คือการลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

แนวทางที่สอง คือ การวางแผนเส้นทางขนส่ง (Route Optimization) โดยอาศัยเทคโนโลยี เช่น GPS หรือ AI เพื่อวางเส้นทาง

ให้สั้นและมีประสิทธิภาพที่สุด ลดการใช้น้ำมัน และลดปัญหารถเที่ยวเปล่า (Backhaul) และแนวทางสุดท้าย คือ การบริหารแบบลีน (Lean Management) ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดความสูญเปล่า (Waste) และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ยังเป็นทางออกที่น่าสนใจผ่านการปรับเปลี่ยนเกรดวัตถุดิบหรือการใช้รีไซเคิลและวัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในบางมิติแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีที่มีความผันผวนสูงได้อีกด้วย

3.Cash Flow คือเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจในยามวิกฤต ไม่ว่ากลยุทธ์ด้านซัพพลายเชนหรือการควบคุมต้นทุนจะดีเพียงใด หากธุรกิจ ขาดสภาพคล่อง ก็ยากจะไปต่อได้ การบริหารกระแสเงินสดจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ในสถานการณ์ที่วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไม่เพียงมีราคาแพงขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนด้านการจัดหา การบริหารกระแสเงินสดจึงต้องเผื่อความล่าช้าและต้นทุนที่ผันผวนมากกว่าปกติ แนวทางสำคัญ ได้แก่ การยืดระยะเวลาชำระเจ้าหนี้ (Account Payable) ผ่านการเจรจาขอเครดิตเทอมที่ยาวขึ้น เพื่อเก็บเงินสดไว้ในมือให้นานที่สุด ควบคู่กับการเร่งเก็บเงินจากลูกหนี้ (Account Receivable) เช่น การเสนอส่วนลดสำหรับการชำระเงินเร็ว เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ ขณะเดียวกันควรพิจารณาชะลอการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ยังไม่จำเป็น และหันมาโฟกัสการรักษาสภาพคล่องเป็นหลักเพื่อให้ธุรกิจมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ

ในมิติของการสนับสนุน ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ทั้งในด้านการเจรจาเปิดช่องทางนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากแหล่งใหม่ การใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อคลี่คลายข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนในภาพรวม ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนองค์ความรู้ ที่ปรึกษา และโครงการพัฒนาธุรกิจในหลากหลายมิติ ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ SME โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัสดุทางเลือก ตลอดจนการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางการเงินเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างธุรกิจใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมได้ทันท่วงที

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤต “ของขาด-ของแพง” อาจเป็นบททดสอบที่หนักหนา แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ธุรกิจได้กลับมาทบทวนตนเองอย่างจริงจัง ธุรกิจที่อยู่รอดอาจไม่ใช่ธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุด หากแต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วและยืดหยุ่นที่สุด สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการไม่ควรรอให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่ควร “ลงมือทันที” ตั้งแต่วันนี้ ทบทวนต้นทุนทุกกระบวนการอย่างจริงจัง ปรับโครงสร้างซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทดลองใช้วัตถุดิบทางเลือก และบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัย เพราะทุกการตัดสินใจที่ทำในวันนี้ คือปัจจัยชี้ขาดว่าธุรกิจจะ “อยู่รอด” หรือ “สะดุด” ในวันข้างหน้า เมื่อโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การลงมือปรับตัวอย่างทันท่วงที ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือความจำเป็น เพื่อให้ธุรกิจก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงกว่าเดิมเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

แล้วพบกันใหม่ในคอลัมน์ “คิดเห็นแชร์” ครับ


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#รบมอ #ของขาดของแพง #ปรบธรกจอยางไรให #Cash #Flow #ยงเดนตอได #ทามกลางวกฤตพลงงาน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่