โฆษกรัฐบาลอิหร่านประกาศกร้าว ให้สหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากการโจมตีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมแล้วกว่า 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเปิดเจรจารอบใหม่
โครงสร้างพื้นฐานพังยับ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี
นายฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่าน ระบุว่าความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์และสิ่งก่อสร้างสำคัญจำนวนมาก ดังนี้:
- ภาคพลังงานและอุตสาหกรรม: โรงงานน้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก และอะลูมิเนียม
- ระบบคมนาคมและสาธารณูปโภค: สะพาน ท่าเรือ ระบบรถไฟ โรงไฟฟ้า และโรงกลั่นน้ำทะเล
- สวัสดิการสังคม: มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โรงเรียน และบ้านเรือนประชาชน
- ความมั่นคง: ฐานทัพทหารต่างๆ
วิกฤตการบินและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่าปัจจุบันมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถชดเชยความเสียหายให้ประชาชนได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินที่ได้รับผลกระทบรุนแรง มีเครื่องบินพลเรือนใช้งานไม่ได้อย่างน้อย 60 ลำ (ถูกทำลาย 20 ลำ) และสูญเสียรายได้มหาศาลในช่วงเทศกาลปีใหม่เปอร์เซีย
เงื่อนไขการเจรจาและมาตรการตอบโต้
ประเด็นการชดเชยค่าเสียหายนี้ได้ถูกนำไปหารือในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ประเทศปากีสถานเมื่อสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ ตัวแทนอิหร่านประจำสหประชาชาติยังได้เสนอแนวคิดจัดเก็บภาษีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อนำเงินมาใช้ชดเชยความเสียหาย โดยระบุว่ามี 5 ประเทศในภูมิภาคที่ต้องร่วมรับผิดชอบเนื่องจากถูกใช้เป็นฐานโจมตี
คำเตือนสุดท้ายเรื่องหยุดยิง
ด้านนายเอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภา ย้ำชัดว่า ไม่ควรขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และเตือนให้สหรัฐฯ กับอิสราเอลยอมรับสิทธิของอิหร่าน รวมถึงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นอาจเกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง


