
ชูบทบาทส.อ.ท.ตัวกลางรัฐ-เอกชน
ที่โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าว นายชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ผู้สมัครประธานส.อ.ท.คนใหม่ เปิดเผยถึงมุมมองต่อช่วงสงครามความขัดแย้งตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานต่อเนื่องไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยควรทำหน้าที่เป็นแกนหลัก ไม่ใช่เพียงตัวแทนของสมาชิก แต่ต้องสามารถเป็นตัวกลางในการสื่อสารและหารือกับรัฐบาล เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมของวิกฤตและเตรียมรับมือได้อย่างเป็นระบบ
ภาคธุรกิจไม่ควรมุ่งตั้งคำถามเพียงว่าสงครามจะยุติเมื่อใด แต่ควรมองไปที่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกตัวอย่างความเสี่ยงหากโรงกลั่นน้ำมันหรือแหล่งผลิตในตะวันออกกลางถูกโจมตี แม้สงครามหยุดลงแต่การกลับมาดำเนินงานต้องใช้เวลาเช็กระบบความปลอดภัยและฟื้นฟูกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 2 เดือน รวมถึงปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญที่อาจเผชิญการขัดขวางในรูปแบบ ‘สงครามกองโจร’ ซึ่งจะกระทบต่อพลังงานโลกกว่า 20% และกระทบต่อโซนเอเชียรวมถึงไทยถึง 60% ซึ่งประเมินว่า หากเกิดการหยุดชะงักของระบบ จะใช้เวลานานถึง 6 เดือนกว่าผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมจะคลี่คลาย
เสนอ5ทางรอดเอสเอ็มอี
นายชนะ กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจโดยเฉพาะ SME ต้องปรับตัว ดังนั้นข้อเสนอแนะ 5 แนวทางปฏิบัติ ‘ทางรอด’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาความคล่องตัวของธุรกิจให้สูงสุด ดังนี้
1.ยึดกระแสเงินสดเป็นที่ตั้ง (Cash is King) หัวใจสำคัญในช่วงวิกฤตไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรหรือขาดทุน แต่คือ ’กระแสเงินสดในมือ‘ ผู้ประกอบการต้องวางแผนเผื่อสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) โดยต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอต่อการประคองตัวอย่างน้อย 6 เดือนข้างหน้า และต้องมีการปรับปรุงแผนการเงินเป็นประจำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
2.ทบทวนรายจ่าย-ชะลอการลงทุนในภาวะความไม่แน่นอนสูง ควรเร่งตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายทุกประเภท โดยพิจารณา ‘ชะลอโครงการลงทุน’ ที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนออกไปก่อน เพื่อรักษาเงินสดไว้สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจหลักเท่านั้น
3.ปรับแผนการผลิตเน้นสินค้า “หมุนเร็ว” (Fast-moving SKU) บริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบและสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับตลาดที่หดตัวจากภาวะเงินเฟ้อ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ เงินจม โดยเน้นการผลิตสินค้ากลุ่มที่มีการหมุนเวียนเร็ว (High Turnover) เนื่องจากแนวโน้มวัตถุดิบจะตึงตัวและหายากขึ้น การผลิตตามคำสั่งซื้อจริงจะช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ
4. ผนึกกำลังคู่ค้าบนฐานข้อมูลจริง ความสัมพันธ์กับคู่ค้า (Suppliers & Customers) คือกุญแจสำคัญในช่วงวิกฤต ต้องมีการสื่อสารข้อมูลที่เป็นปัจจุบันร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนรับมือปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนหรือราคาผันผวน ช่วยลดการแย่งซื้อกักตุนที่อาจทำให้ตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น การมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีจะช่วยให้สามารถประคองกันผ่านพ้นช่วงยากลำบากไปได้
5. จัดตั้ง “War Room” อุตสาหกรรม สนับสนุนให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียง จัดตั้งเวทีหารือหรือ War Room เพื่อเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังภาครัฐให้นำมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ “ถูกจุดและถูกเวลา” โดยไม่ต้องรอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องลงมือประเมินและแก้ไขปัญหาที่ทำได้เองทันที
นายชนะ กล่าวว่า ตนย้ำเสมอว่า ทุกวิกฤตมีทั้งคนรอดและคนล้ม ความแตกต่างอยู่ที่การเตรียมพร้อม ใครที่สื่อสารกับคู่ค้าได้ดีกว่าและกล้าตัดสินใจพลิกสถานการณ์ได้เร็วกว่าย่อมมีโอกาสรอดสูงกว่า การสร้างภูมิคุ้มกันไว้ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งที่รอไม่ได้
และการรับมือวิกฤตครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง โดยต้อง ‘ร่วมกันทำ’ ไม่ใช่เพียง “ร่วมมือ” ในเชิงนโยบาย พร้อมขอให้รัฐบาลสื่อสารสถานการณ์อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ดันปฏิรูปทักษะแรงงานไทย
นายชนะ กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาของอุตสาหกรรมไทยจากนี้ มองว่า ประเทศไทยควรใช้จุดแข็ง เน้นความพร้อมใน 3 กลุ่มหลัก คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) 2.การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industry) และ 3.การยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะการยกระดับทักษะแรงงาน ตนสนับสนุนให้รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีวะและมหาวิทยาลัย ให้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในโรงงาน (Work-based Learning) ตามแบบอย่างประเทศเยอรมนีหรือสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อสร้างแรงงานที่มีสมรรถนะสูง (High Productivity) แทนการใช้แรงงานในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ชูจุดแข็งไทย-ตั้ง ‘กองทุน SME’
นายชนะ กล่าวว่า ไทยต้องนำจุดแข็งที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร, เกษตรแปรรูป, การท่องเที่ยว และการแพทย์ (Medical Hub) ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเทคโนโลยี เพื่อดึงดูด “คนเก่ง” (Talent) และ “ทุนคุณภาพ” จากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งฐานในไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน
ในส่วนของบทบาทสภาอุตสาหกรรมฯ ตนมองว่าก่อนจะไปขับเคลื่อนประเทศหรือแข่งกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ส.อ.ท. ต้องเป็นต้นแบบของการปรับตัวและความสามัคคีภายในองค์กรก่อน แม้จะมีความเห็นต่างแต่ต้องยืนหยัดในเป้าหมายร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักประสานงานกับภาครัฐในการทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งกฎหมายที่ล้าสมัย ต้นทุนพลังงานที่สูง และการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ
“หากผมได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ประธานส.อ.ท.คนใหม่ จะเดินหน้าตั้ง ‘กองทุนเพื่อธุรกิจ SME’ โดยใช้ประสบการณ์บริหารองค์กรระดับโลกมาปรับใช้ เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนและมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ และสังคมสูงวัย”นายชนะทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ชนะ #ภม #แนะ #ทางรอดเอสเอมอ #ยดเงนสดชะลอลงทน #บทบาทส.อ.ท.ตวกลางรฐเอกชน


