ไม่ดูไม่ได้แล้ว พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | ย้อนรำลึก…วิกฤตพลังงาน…พ.ศ.2516

0
2

วิกฤตพลังงาน – เรื่องของวิกฤตน้ำมัน แนวทางประหยัดพลังงาน วนเวียนกลับมาอีกแล้วครับ…

ประเทศไทยมีมาตรการประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งจากเหตุวิกฤตการณ์น้ำมันโลก กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทะเลาะกัน เกิดสงคราม สารพัดที่จะอ้าง… ประเทศไทย คนไทยคือผู้ซื้อที่ต้องจำนนต่อราคาที่เขากำหนดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ขอย้อนอดีตและมาตรการสำคัญเพื่อประหยัดพลังงาน…

ย้ำว่า…ช่วงเวลานั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ยังไม่มีมือถือ

ก่อน พ.ศ.2516 เมื่อเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน จะพบเด็กปั๊มผายมือต้อนรับ แต่งเครื่องแบบของบริษัท สวมหมวกแก๊ปทุกคน ลูกค้าคือคนสำคัญเสมอ…

เสียงที่คุ้นเคยที่สุดจากเจ้าของรถ คือ “เต็มถัง”

หัวจ่ายสมัยโน้นไม่มีอะไรยุ่งยาก ประเภทน้ำมันก็มีแค่เบนซิน ซุปเปอร์ กับดีเซล เด็กปั๊มจะรู้ว่า “น้ำมันเต็มถัง” เมื่อมันล้นทะลักออกมาเปื้อนตัวถังรถนิดหน่อยก็เอาผ้าเช็ด น้ำมันบางส่วนไหลล้นถังลงพื้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอกันกินมากกว่านี้

ถังน้ำมันรถเก๋งจุประมาณ 50-60 ลิตร ราคาน้ำมันเบนซินในไทยเวลานั้น …ประมาณลิตรละ 2.00-2.10 บาท

หรือเลือกจะบอกเด็กเติมน้ำมันแบบง่ายๆ คือ “ร้อยนึง!”

ของแถมคือ ผ้าสำลีสีสดใส มีโลโก้บริษัทแถมให้ลูกค้าไปเช็ดรถ… ขอบคุณลูกค้า แล้วผายมือให้รถออกไปจากปั๊ม

ย้อนไป… พ.ศ.2516-2519 วิกฤตน้ำมันครั้งแรกของโลกที่ชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน…

วิกฤตการณ์น้ำมัน พ.ศ.2516 มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางการเมืองและสงครามในตะวันออกกลาง ที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน (พ.ศ.2569)

เกิดสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) เป็นการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ (นำโดยอียิปต์และซีเรีย) เพื่อทวงคืนดินแดนที่เสียไปในสงครามครั้งก่อน

กลุ่มประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ไม่พอใจที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ประเทศอิสราเอลการใช้ “อาวุธน้ำมัน” (Oil Weapon) จึงกำหนดมาตรการคว่ำบาตร (Embargo)

กลุ่มประเทศอาหรับเจ้าของบ่อน้ำมันพิโรธ-โกรธจัด ตอบโต้ด้วยการประกาศระงับการส่งน้ำมันให้แก่สหรัฐและประเทศพันธมิตรที่ช่วยอิสราเอล พร้อมทั้งลดกำลังการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง

ผลที่ตามมาคือ

ราคาน้ำมันพุ่งสูงฉับพลัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าภายในระยะเวลาอันสั้น (จากประมาณ 3 ดอลลาร์ เป็นเกือบ 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) นำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานและเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

เหตุการณ์นี้ถือเป็น “วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1” ที่ทำให้ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

ในวิกฤต…มีโอกาสเสมอ

วิกฤตการณ์น้ำมันปี 2516 สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล เพราะในยุคนั้นไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเกือบ 100% ในการผลิตไฟฟ้าและขนส่งครับ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยถือเป็นความรุนแรง เงินเฟ้อพุ่งสูง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตัวขึ้นทันทีตามค่าขนส่งและต้นทุนการผลิต เกิดภาวะ “ของแพง” ทั้งแผ่นดิน

เกิดภาพการเข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมัน และมีการจำกัดปริมาณการเติมต่อคัน เกิดการขาดแคลน กักตุนน้ำมัน โก่งราคา

รัฐบาลไทยสั่งปิดปั๊มน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. สั่งปิดสถานบันเทิงเร็วขึ้น และรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยแบบไม่เคยเจอมาก่อน

ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ภาคอุตสาหกรรมหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างรุนแรง

ในเวลานั้น…คือการแจ้งเกิดของ ปตท.ที่เป็นจุดเปลี่ยนความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ธุรกิจน้ำมันในไทยถูกผูกขาดโดยบริษัทต่างชาติเกือบทั้งหมด เมื่อเกิดวิกฤตรัฐบาลจึงตระหนักว่า “ไทยต้องมีหน่วยงานพลังงานของตัวเอง” เพื่อความมั่นคง

ท่ามกลางความขาดแคลนพลังงานของประเทศไทย บริษัท Chevron (เดิมคือ ยูโนแคล) ประสบความสำเร็จในการค้นพบก๊าซธรรมชาติครั้งแรกที่หลุมสำรวจ “12-1” ซึ่งต่อมาคือ “แหล่งเอราวัณ” แหล่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทย

พ.ศ.2520 รัฐบาลจัดตั้งองค์การเชื้อเพลิง และองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย ขึ้นมาเพื่อดูแลการจัดหาและสำรวจแหล่งพลังงานในประเทศ (โดยเฉพาะก๊าซในอ่าวไทย)

พ.ศ.2521 มีการควบรวมหน่วยงานข้างต้นจัดตั้งเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521 เพื่อทำหน้าที่จัดหา สำรอง และจัดจำหน่ายน้ำมัน รวมถึงบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมให้เพียงพอต่อความต้องการของคนไทยในระยะยาว

(พ.ศ.2521 ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาจาก ร.ร.จปร. ไปรับราชการใน จ.ชลบุรี เห็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกงที่ใหญ่โต สง่างาม และการขุดดินวางท่อก๊าซขนานไปกับถนนหน้าหน่วยกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ชลบุรี ซึ่งก็นึกภูมิใจในการพัฒนาบ้านเมือง)

เป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไทยจากการพึ่งพาต่างชาติ มาเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนเองจนถึงปัจจุบัน…

พ.ศ.2524 เป็นช่วงเริ่มต้นการผลิต ประเทศไทยเริ่มนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2524 เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม

หลังจากแหล่งเอราวัณ รัฐบาลและบริษัทเอกชนได้สำรวจพบแหล่งก๊าซอื่นๆ ตามมา เช่น แหล่งบงกช แหล่งอาทิตย์ แหล่งปลาทอง และแหล่งไพลิน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณแอ่งปัตตานี กลางอ่าวไทย

“ก๊าซธรรมชาติ” จากอ่าวไทยกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ ช่วยลดการใช้น้ำมันเตาที่มีราคาแพง

ก๊าซที่ได้…ไม่ใช่เป็นแค่เชื้อเพลิง แต่ยังนำไปแยกเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกและปิโตรเคมีบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าน้ำมันดิบได้ปีละมหาศาล และสร้างรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีให้แก่รัฐบาล

เกิดคำว่า…“โชติช่วงชัชวาล” ในสังคมไทย

วิกฤตการณ์น้ำมันมิได้จบลงด้วยชัยชนะของสงครามในตะวันออกกลางโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ยุติโดยการเจรจาทางการเมือง และการผ่อนปรนเงื่อนไข โดย รมว.กต.เฮนรี คิสซิงเจอร์ สหรัฐได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์และซีเรีย จนนำไปสู่การถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อนบางส่วน

มีนาคม พ.ศ.2517 เมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลายและมีการลงนามในข้อตกลงแยกกำลังพล กลุ่มประเทศอาหรับ (OPEC) จึงประกาศยกเลิกการระงับส่งน้ำมัน (Embargo) ให้แก่สหรัฐและประเทศพันธมิตร

วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันจบลง กลุ่มประเทศ OPEC ในตะวันออกกลาง พบว่าพวกเขาคือกลุ่มผู้มีอำนาจ ดลบันดาลในการกำหนดราคาน้ำมันของโลก

คงราคาน้ำมันไว้ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤตถึง 4 เท่า

วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 ก็แทบไม่ต่างจากเดิม

พ.ศ.2533-2535 มีสาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์ทางการเมืองและสงครามในตะวันออกกลาง (อีกแล้ว)

2 สิงหาคม พ.ศ.2533 ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในขณะนั้น ส่งกองกำลังเข้าบุกยึดประเทศคูเวต โดยอ้างเหตุผลว่าคูเวตขุดเจาะ
น้ำมันแบบเฉียงล้ำเข้ามาในเขตแดนอิรัก และผลิตน้ำมันเกินโควต้าของกลุ่ม OPEC จนทำให้ราคาน้ำมันโลกตกต่ำ

สหประชาชาติ (UN) ตอบโต้การรุกรานด้วยการประกาศคว่ำบาตรทางการค้าต่ออิรักและคูเวตที่ถูกยึดครอง ส่งผลให้น้ำมันดิบจากทั้งสองประเทศ ซึ่งคิดเป็นปริมาณมหาศาล (ราว 4.3-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) หายไปจากตลาดโลกทันที

ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นสงคราม เมื่อกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกาเข้าโจมตีเพื่อขับไล่อิรักออกจากคูเวต (ปฏิบัติการพายุทะเลทราย)

ทั่วโลกเผชิญชะตากรรมเดียวกัน…

วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งนั้น รัฐบาลไทย (รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน) ประกาศใช้ พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 เพื่อควบคุมและส่งเสริมการใช้พลังงานในโรงงานและอาคารขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบ

ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 17 ดอลลาร์ เป็น 36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่เดือน

ในช่วงที่กองทัพอิรักถอนกำลังออกจากคูเวตในปี 2534 ได้มีการวางเพลิงเผาบ่อน้ำมันกว่า 600 แห่ง ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบการผลิตและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

รัฐบาลไทยตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อใช้เงินภาษีน้ำมันมาสนับสนุนโครงการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน

ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อจูงใจให้เกิดการประหยัด

ล่าสุด…28 กุมภาพันธ์ 2569 สงครามเกิดอีกครั้ง ตัวละคร พื้นที่สาเหตุแห่งสงคราม และผลกระทบ แทบจะซ้ำรอยอดีตที่ผ่านมา

สหรัฐจับมือกับอิสราเอลบุกโจมตีอิหร่านแบบดุดัน กองทัพอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเด็ดขาด น้ำมันราว 1 ใน 5 หายไปจากตลาด

10 มี.ค.2569 ครม.มีมติประหยัดพลังงาน การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกเนกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ ควรใช้การประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม… ฯลฯ

11 มี.ค.2569 อิหร่านประกาศก้องต่อชาวโลกว่า โลกควรเตรียมตัวรับราคาน้ำมันที่จะพุ่งทะลุขีด 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อิหร่านจะขอลากยาว ขอยืนระยะ เพราะยังมีทรัพยากรอีกมหาศาล…

ไม่มีใครบอกได้ว่า…มันจะคลี่คลายอย่างไร แต่ทุกความขัดแย้ง ทุกสงคราม…จะมีมหาเศรษฐีเกิดขึ้นเสมอ…


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#พล.อ.นพทธ #ทองเลก #ยอนรำลกวกฤตพลงงานพ.ศ.2516

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่