ไม่ดูไม่ได้แล้ว แพทย์เผยงานวิจัยใหม่ น้ำมันหมู ไม่ใช่ตัวร้ายต่อหัวใจ-หลอดเลือด ชี้เหมาะทอดอาหารไทย

    0
    0
    4654132132
    4654132132

    หมอเผยงานวิจัยใหม่ ชี้ น้ำมันหมู ไม่ใช่ตัวร้ายอย่างที่เคยคิด เหมาะกับการทอดอาหารไทยมากกว่าเดิม

    เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ เปิดเผยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการว่า จากงานวิจัยล่าสุดทั้งในไทยและต่างประเทศ (อัปเดตปี 2569) พบว่า น้ำมันหมู (lard) ไม่ได้อันตรายต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างที่เคยถูกโฆษณาและเข้าใจผิดในอดีต โดยเฉพาะเมื่อใช้ในการทอดอาหาร ซึ่งเป็นวิธีปรุงอาหารไทยที่นิยมมาก

    นพ.ฆนัท กล่าวว่า “สมัยก่อน คนไทยกลัวน้ำมันหมูเพราะเห็นภาพโฆษณาที่เอาไปแช่ตู้เย็นแล้วแข็งตัวเป็นก้อนใหญ่ ต่างจากน้ำมันพืชที่ยังเหลวอยู่ ทำให้คิดว่ามัน อุดตันหลอดเลือด แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงคุณสมบัติทางกายภาพจากไขมันอิ่มตัวสูง (ประมาณ 39-41%) ไม่ได้แปลว่าอันตรายร้ายแรง”

    หลักฐานจากงานวิจัยใหม่พลิกความคิดเดิม

    • การศึกษาในจีนปี 2566 (Wang et al., Current Problems in Cardiology) กับผู้สูงอายุกว่า 15,874 คน พบว่า คนที่ใช้ น้ำมันหมูหรือไขมันสัตว์อื่น ในการปรุงอาหาร มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ (ASCVD) ต่ำกว่าคนที่ใช้น้ำมันพืชล้วน ๆ อย่างชัดเจน (17.46% เทียบกับ 31.68%)

    • การศึกษาติดตามต่อเนื่องปี 2569 (Wang K et al., PLOS ONE) ยืนยันว่า การใช้ น้ำมันหมู ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD-specific survival) สูงกว่าการใช้น้ำมันพืชในผู้สูงอายุจีน

    • รีวิวใหญ่ระดับโลก (Astrup et al., JACC ปี 2563 และ meta-analysis ล่าสุด) สรุปว่า การลดไขมันอิ่มตัวอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือการตายโดยรวม ชัดเจน โดยปัจจัยอื่น เช่น การกินผักน้อย การออกกำลังกายน้อย หรือกินแป้งขัดสีมาก มีผลกระทบมากกว่า
    ข้อดีเด่นสำหรับการทอดอาหารไทย

    นพ.ฆนัท เน้นย้ำว่า น้ำมันหมูมีจุดเด่นเรื่อง ความเสถียรต่อความร้อนสูง ทำให้เกิดสารพิษจากการออกซิเดชัน (เช่น aldehydes ซึ่งเสี่ยงมะเร็งและโรคหัวใจ) น้อยกว่าน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายพันธะสูง (เช่น น้ำมันถั่วเหลือง) ถึง 3-10 เท่า (จากงานวิจัย Grootveld และการศึกษาการทอดซ้ำหลายรอบ)

    “อาหารทอดจะ กรอบ หอม อร่อย และ ไม่อมน้ำมันมาก เพราะไขมันอิ่มตัวช่วยสร้างเปลือกกรอบเร็ว ลดการซึมลึกของน้ำมันเข้าเนื้ออาหาร” นพ.ฆนัท กล่าว “ถ้าใช้น้ำมันหมูจากหมูเลี้ยงดี ๆ ยังได้วิตามินดีและ K2 ช่วยสุขภาพกระดูกด้วย”

    นพ.ฆนัท ยังแนะนำวิธีใช้ให้ปลอดภัยและเหมาะกับคนไทย ว่า ควรผสม เพื่อสมดุลกรดไขมัน ไม่ใช่ใช้น้ำมันหมูล้วนทุกมื้อ

    • ทอด/ผัดร้อนสูง (ทอดไก่ ทอดปลา ผัดผักไฟแรง ทำขนมไทย): ใช้น้ำมันหมู 100% หรือผสมกับ น้ำมันรำข้าว หรือ น้ำมันปาล์ม (ดีที่สุด) เพราะทั้งสองมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (oryzanol ในรำข้าว, tocotrienols ในปาล์ม) ช่วยยืดอายุน้ำมันทอด ลดสารพิษได้ดีกว่าแบบผสมน้ำมันถั่วเหลืองล้วน
    • อาหารอื่น ๆ (สลัด ราดผัก ผัดเบา ๆ): ผสมน้ำมันหมู 20-30% กับน้ำมันรำข้าวหรือมะกอก เพื่อ balance กรดไขมันไม่อิ่มตัว
    • ปริมาณเหมาะสม: ไม่เกิน 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน (10-20 กรัม) รวมไขมันอิ่มตัวทั้งวันไม่ควรเกิน 6-10% ของพลังงานที่กิน (ประมาณ 13-22 กรัม สำหรับคนกิน 2,000 แคลอรี)

    “ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น คอเลสเตอรอลสูงหรือเบาหวาน ควรตรวจเลือดก่อนและปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อปรับให้เหมาะกับตัวเอง” นพ.ฆนัท กล่าว

    นพ.ฆนัท สรุปว่า “น้ำมันหมูไม่ใช่ศัตรูอีกต่อไป โดยเฉพาะในครัวไทยที่ชอบทอดอาหาร มันคือตัวเลือกที่ดี อร่อย และปลอดภัยกว่าเดิม ถ้าใช้อย่างมีสติและผสมให้สมดุล”


    ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

    #แพทยเผยงานวจยใหม #นำมนหม #ไมใชตวรายตอหวใจหลอดเลอด #ชเหมาะทอดอาหารไทย

    ทิ้งคำตอบไว้

    กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
    กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่