
โสภณ ชวน 500 สส. เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ผลักดันประเทศ ฝ่าวิกฤตไปให้ได้ ขอให้มองข้ามฝ่ายค้าน-รัฐบาล
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา สภาฯจัดสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสส.ที่ได้รับเลือกตั้งในสภาฯชุดที่ 27 โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดการสัมมนา และบรรยายเรื่อง“เรื่องเล่าของรัฐสภาไทย” ตอนหนึ่งว่า อยากเห็นสถาบันนิติบัญญัติแห่งนี้เป็นสถาบันที่พี่น้องประชาชนให้ความศรัทธา และเป็นที่พึ่งของคนในสังคม ดังนั้นจึงเป็นการยากอย่างยิ่ง ที่เราคนใดคนหนึ่งจะสร้างและทำอย่างไรให้สภานี้เป็นที่พึ่ง และเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่จะทำให้สำเร็จได้ ถ้าจะสำเร็จได้ คือความสามัคคีความร่วมมือของสมาชิก ตอนเลือกตั้งเรารณรงค์ และให้คำมั่นสัญญาอาสากับประชาชนในการทำหน้าที่
“สิ่งที่ผมอยากเห็น คือ ทำอย่างไรสมาชิกจะไม่ลืมพันธสัญญาที่มีต่อประชาชน และนำคำมั่นสัญญา มาทำให้สมกับความเหน็ดเหนื่อยที่เราได้รับความไว้วางใจ สิ่งที่สมาชิกทั้ง 500 คน ที่อาจจะมีความถนัดต่างกัน แระจะมาอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มาที่นี่ ท่านต้องเอาประสบการณ์ที่ตัวเองได้ประกาศไว้กับพี่น้องประชาชนไว้มาหลอมรวมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของ 500 ชีวิต เพื่อจะผลักดันให้ประเทศนี้ฝ่าวิกฤตไปให้ได้”นายโสภณ กล่ว
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ตนอยู่ในสภานี้มา 25 ปีได้ห็นวิวัฒนาการของสภาฯมาหลายเรื่อง เราถูกตำหนิหลายเรื่อง ทำให้ขาดศรัทธาหลายเรื่องที่สภาฯแห่งนี้ไม่ได้เป็นหลักในการที่จะผลักดันในระบอบประชาธิปไตยให้เป็นรูปธรรม ฉะนั้นในสถาบันทั้ ง3 สถาบัน บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่เหมือนเราฝ่ายนิติบัญญัติช้ากว่าเขา ดังนั้นในสภาฯชุดที่ 27 นี้ เราจะทำอย่างไร การเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างความศรัทธา เปลี่ยนโดยรูปธรรมคือทางกายภาพ และนามธรรมคือจิตวิญญาณ ที่เราจะทำหน้าที่ ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนเป็นรูปธรรมได้ก็ยากที่จะเห็นข้างใน
ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นตนขอเรียกร้องสมาชิกทั้ง 500 คนว่าสิ่งไหนที่ประชาชนติเตียน โดยเฉพาะตัวตนตนพร้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนำไปปรับปรุงทางกายภาพ เรามีสภาฯที่เป็นสถานที่โออ่าใหญ่โตสมเกียรติ แต่ตัวสมาชิกของเราจะทำอย่างไร ให้ชาวบ้านได้เห็น โดยจะต้องสื่อออกไปว่าผู้แทนฯได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ผู้แทนฯมีความสามารถ สนใจที่จะทำงาน ซึ่งตนเข้าใจการเมืองในยุคนี้ และหน้าที่ของผู้แทนฯ นอกจากหน้าที่ในพื้นที่แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในสภาฯต้องเป็นหลัก
วันนี้การขับเคลื่อนประเทศของเราเรามุ่งหวังเพียงแต่ให้ฝ่ายบริหารไปเผชิญภาวะที่โลกกำลังเกิดวิกฤตหลายเรื่อง เพราะจริงๆแล้วสภาฯนี้ จะเป็นเครื่องมือและสร้างเครื่องมือที่ไปบังคับให้ฝ่ายบริหารนำไปแก้ไขวิกฤติ ตั้งแต่การปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ การตั้งญัตติ จนถึงการออกกฏหมาย ในอดีตเราจะเห็นว่ากฎหมายที่ออกมาส่วนใหญ่ก็ออกจากฝ่ายบริหาร ซึ่งน้อยมากที่ออกมาจากประชาชนที่เราได้รับอำนาจมา เพราะเรายังก้าวข้ามเรื่องพรรค ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านไม่ได้
“ถ้าวันไหนเราก้าวข้ามระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาลได้ โดยมีข้อตกลงด้วยการปรึกษาหารือเรื่องที่ได้ข้อสรุป และตั้งแต่ผมได้รับหน้าที่เป็นประธานสภาฯ ผมพูดอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น ผมพูดเรื่องความสามัคคี ซึ่งผมได้ประกาศไว้ว่าผมและรองประธานสภาฯทั้งสองคนจะต้องสามัคคีกัน ต้องไว้เนื้อเชื่อใจกันทั้งสามคนเพราะถ้าอยากให้คนอื่นสามัคคีกัน แต่พวกผมสามคนทำงานร่วมกันไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าใน 500 คน จะทำงานด้วยความสามัคคี ฉะนั้นผมจะทำเป็นตัวอย่าง ในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ ความสามัคคีที่จะทำงานร่วมกัน”ประธานสภา กล่าว
นายโสภณ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็น เป็นเรื่องที่ต้องปรับโดยด่วน คือภาพลักษณ์ที่แสดงออกในทางกายภาพ บางทีเราไปฉุดตัวเองลง ซึ่งเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนให้การบ้านไปว่าพรรคการเมืองต้องดูเรื่องข้อบังคับทุกเรื่อง ถ้าข้อบังคับใดปฏิบัติไม่ได้ก็ให้เสนอมาในที่ประชุมถ้าที่ประชุมเห็นด้วยก็แก้ไข แต่ถ้าเรื่องไหนต้องปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติให้ชาวบ้านเขาเห็นก็อย่าหวังอะไรเลย ในเมื่อเราเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย สส.ทุกคนต้องไม่ละเมิดข้อบังคับซึ่งก็คือกฎหมาย
ถ้าเราปรารถนาดีต่อประเทศนี้ เราต้องร่วมมือกัน เพราะเราอยู่ในยามวิกฤต ตนเข้าใจหลายฝ่าย รวมทั้งกองเชียร์ของพรรคการเมือง เราจะสร้างสังคมแห่งความรัก หรือจะสร้างสังคมแห่งความขัดแย้ง สร้างสังคมแห่งความรักคือการให้อภัย การปรับตัว เราจะเห็นการตั้งรัฐบาลก็เป็นไปตามกลไกจะถูกใจหรือไม่ถูกใจเมื่อกลไกเดินมาแล้วเพื่อให้ประเทศไปได้ก็ต้องไม่มีเดสล็อก
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ต่อไปนี้ญัตติไหนที่สภาฯชุดก่อนเสนอไว้แล้วและเห็นว่ายังมีปัญหาอยู่จะตั้งคณะกรรมการวิสามัญ ก็ขอความกรุณาสมาชิกไปเอาเรื่องเก่ามามาปรับให้สมกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ไปเริ่มต้นใหม่ และสิ่งไหนที่เป็นรูปธรรมที่เปลี่ยนได้เราก็เปลี่ยน โดยจะต้องเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์เรื่องดีๆ ที่สภาฯมีและได้ทำเพราะบางทีเรื่องที่ไปปรากฎต่อสังคม เป็นเรื่องที่ไม่ดีหรือเป็นเรื่องที่บกพร่องเราจะนำเรื่องดีๆไปประชาสัมพันธ์ เช่นเรื่องอาหารของสส. จนกลายเป็นกระแสสังคมซึ่งสังคมจะรู้หรือไม่ว่าเราประหยัดเงิน ดังนั้นต่อไปจะมีโฆษกฯ มาอธิบายเรื่องดีๆ ส่วนเรื่องไม่ดีก็จะแก้ไขบนข้อเท็จจริงและความเป็นจริง เพราะ
ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเราจะเร่งทำให้เร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ จึงขอความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองที่มีสส.อยู่ในสภาฯแห่งนี้ ได้ร่วมกันถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาฯ ถ้าอยากอยู่ในภาคที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็บังคับกันไม่ได้ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ตนเชื่อว่ามาถึงวันนี้ยุคแห่งการตรวจสอบ ยุคแห่งสังคมข่าวสาร ทั้งจริงบ้างเท็จบ้าง เราต้องต่อสู้กับกระแสของการสื่อสารและการตรวจสอบ สมาชิกคนใดที่กำลังทวนกระแส ซึ่งเรากำลังว่ายทวนกระแสในการสร้างศรัทธา หากทำตามกระแสมันสบาย ตนจึงขอร้องขอความร่วมมือว่าเรามาง่ายทวนกระแส เพื่อสร้างศรัทธาให้กับสถาบันของเรา
นายโสภณ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องนามธรรม จิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยมีคุณค่า เราจะทำอย่างไรเหมือนขณะนี้ตนมองว่าสภาฯแห่งนี้จะต้องร่วมกันสร้างจิตวิญญาณให้กับคนในประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนได้เห็นว่าสภาฯแห่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงสภาฯที่ออกกฏหมาย ตรวจสอบควบคุม แต่สภาฯแห่งนี้ต้องเป็นตัวอย่างของจิตวิญญาณ ต่อไปอาคารแห่งนี้จะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ งบประมาณที่งบของสภาฯจะต้องถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และทำอย่างไรให้ได้ใช้กลไกของสภาฯในการทำงาน โดยฝ่ายเลขาฯต้องสนับสนุนข้อมูลให้กับสมาชิกตามที่ร้องขอ เราจึงอยากเห็นการสร้างงานที่เป็นนามธรรม ต้องทำด้วยใจ และพลังจากใจเราให้มันเกิดผล
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#โสภณ #ชวน #สส #เปนนำหนงใจเดยว #ผลกดนประเทศ #ฝาวกฤตไปใหได #ขอใหมองขามฝายคานรฐบาล


