นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ, กระทรวงการคลัง, สศช. และ ธปท. ประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อวางแผนรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย
สั่งรื้อ-ตัดงบไม่จำเป็น เน้นประสิทธิภาพสูงสุด
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ตัดลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมกำชับให้ดำเนินการตามไทม์ไลน์เพื่อให้กฎหมายงบประมาณผ่านสภาและใช้งานได้ทันวันแรกของปีงบประมาณ 2570
เป้าหมายการตัดลดงบประมาณ
- งบศึกษาดูงานต่างประเทศ ที่ไม่มีความจำเป็น
- งบก่อสร้างอาคารราชการแห่งใหม่ ที่ยังไม่เร่งด่วน
- โครงการพัฒนาจังหวัด ที่ยังไม่มีความจำเป็นในปัจจุบัน
กางแผนดึงงบค้างท่อ 1.2 แสนล้าน เป็น ‘กระสุน’ สำรอง
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนพิจารณากู้เงินเพิ่ม โดยมีแผนรวบรวมเม็ดเงินสำรองดังนี้:
- ดึงงบปี 69 คืน: จากหน่วยงานที่ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไม่ทันกำหนด (30 เม.ย.) คาดว่าได้เงินคืน 70,000 – 100,000 ล้านบาท
- งบกลางคงเหลือ: ประมาณ 25,000 ล้านบาท
- รวมเม็ดเงินสำรอง: ทั้งสิ้น 95,000 – 125,000 ล้านบาท
โดยจะดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อใช้เป็นงบประมาณสำรองในการรับมือวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจโลก
สถานะหนี้สาธารณะไทย
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ 70% ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกราว 800,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเน้นการบริหารงบเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนเป็นอันดับแรก


