เข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผู้ปกครองทั่วประเทศต้องเตรียมรับมือกับภาวะ ‘กระเป๋าสตางค์สั่นสะเทือน’ เมื่อการเปิดภาคเรียนใหม่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นมหกรรมหนี้สินสำหรับหลายครอบครัว
ค่าใช้จ่ายแฝง: รัฐมองไม่เห็น แต่พ่อแม่ต้องจ่าย
แม้กระทรวงศึกษาธิการจะสั่งห้ามเก็บค่าใช้จ่าย 22 รายการพื้นฐาน เช่น ค่าเล่าเรียน และค่าอินเทอร์เน็ต แต่ในทางปฏิบัติกลับพบ ‘ค่าใช้จ่ายแฝง’ เกิดขึ้นมากมายในหลายสถานศึกษา ซึ่งสวนทางกับงบประมาณรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ซึ่งน้อยเกินกว่าจะให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
เสียงสะท้อนจากตัวแทนภาคการศึกษา
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน และ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ระบุว่าปัญหาหลักเกิดจาก ‘การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน’ และช่องว่างของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ที่ทำให้โรงเรียนยังคงเรียกเก็บเงินยิบย่อยจากผู้ปกครองได้
- ค่าบำรุงการศึกษา: ถูกเรียกเก็บในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่ควรจะครอบคลุมในงบรัฐ
- ค่าอุปกรณ์: เครื่องแบบนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์การเรียน
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: ค่ากิจกรรม ค่าเดินทาง และค่าอินเทอร์เน็ต
หากครอบครัวใดไม่มีเงินสำรองประมาณ 5,000 – 20,000 บาท อาจต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสทางการศึกษา
ทางออกและการขับเคลื่อนนโยบาย
มีการตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าควรเลิกการอุดหนุนแบบ ‘เศษเสี้ยว’ และหันมาจัดการค่าใช้จ่ายจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คำว่าเรียนฟรีเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงสโลแกนหาเสียง
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอนโยบาย ‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและดึงเด็กกว่า 1 ล้านคนที่หลุดจากระบบให้กลับมาเรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าจะสามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดขึ้นจริงได้เพียงใด


