น.ท. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณี พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ถึงคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยระบุว่าการสื่อสารที่ใช้ประโยคว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด” และการพาดพิงบุคคลอื่น กำลังทำให้ปัญหายิ่งบานปลายและส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของรัฐในเชิงยุทธศาสตร์
ตั้งคำถามถึงความเป็นมืออาชีพของ กอ.รมน.
น.ท. กิตติพงษ์ ตั้งข้อสังเกตถึงคำพูดของแม่ทัพภาค 4 ที่ระบุว่า หากเป็นมืออาชีพทำต้องบรรลุเป้าหมาย ซึ่งคำพูดนี้อาจทำให้สังคมตีความได้ว่า อดีตเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ มีความเป็นมืออาชีพในการลอบสังหารบุคคลหรือไม่ ซึ่งเป็นการสร้างความสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน
ชี้ 3 ปัญหาใหญ่ หลังพาดพิง “ทวี สอดส่อง”
นอกจากนี้ น.ท. กิตติพงษ์ ยังระบุถึงการพาดพิง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ว่ามีปัญหาสำคัญ 3 ประการ ดังนี้:
- พาดพิงผิดฝาผิดตัว: หน่วยงานที่ พ.ต.อ.ทวี เคยดำรงตำแหน่ง ไม่ใช่หน่วยงานหลักด้านความมั่นคงในพื้นที่โดยตรง และปัจจุบันไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว
- เลี่ยงตั้งคำถามผู้มีอำนาจ: หากจะถามหาผู้รับผิดชอบ ควรตั้งคำถามไปยังอดีต ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า, อดีต ผบ.ทบ. หรืออดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่าการพาดพิงบุคคลที่ไม่มีอำนาจ
- ขาดความรับผิดชอบ: เหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยของแม่ทัพภาค 4 และมีการยืมรถของหน่วยงานไปใช้ ท่านจึงเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง การพาดพิงผู้อื่นไม่ช่วยลดความรับผิดชอบ แต่กลับดูเหมือนขาดความกล้าหาญในการยืดอกยอมรับ
ทิ้งท้ายถึงการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
น.ท. กิตติพงษ์ กล่าวสรุปว่า คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาทั้งด้านทักษะการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์แนวทางแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและสะสมมากว่า 22 ปีนั้น ยากกว่าการให้สัมภาษณ์สื่อหลายเท่า และ กอ.รมน. จำเป็นต้องวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาให้ถูกต้องเสียก่อน


