
ปี พ.ศ.2145 เฉกอะหมัด และน้องชายชื่อมะหะหมัด ซาอิด พ่อค้าชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) แล่นเรือเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ในที่สุดพี่ชายตัดสินใจ “ตั้งถิ่นฐาน” ในอยุธยา
พ่อค้าเปอร์เซียทั้งสองได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากราชสำนัก เพราะมีความรู้มีประสบการณ์ในการค้าระหว่างประเทศ มีความรู้เรื่องพาณิชย์นาวี ซึ่งในเวลาต่อมา “น้องชาย” ขอเดินทางกลับไปเปอร์เซีย
พี่ชายชื่อเฉกอะหมัด ได้สาวอยุธยาเป็นภรรยา มีลูกหลานเชี่ยวชาญการค้าขาย ติดต่อกับต่างประเทศให้กับราชสำนัก ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ได้รับมอบให้ดูแลกลุ่มมุสลิมที่เข้ามาในอยุธยาแต่เก่าก่อน
ท่านได้รับการยกย่องให้เป็น “ปฐมจุฬาราชมนตรี” ในแผ่นดินอยุธยา มีบทบาทสำคัญในการเมืองและการทูตสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อยุธยาเริ่มคึกคัก เป็นเมืองท่าที่โดดเด่นของบรรดาเรือสินค้าและชาวต่างชาติที่มีอิสระเสรีในการทำมาค้าขาย
ผู้คนที่มาจากอินเดีย จากชวา จากมลายู ถูกเรียกรวมๆว่า “แขก” ส่วนพวกผิวขาวมาจากยุโรปถูกเรียกว่า “ฝรั่ง”
แขกเปอร์เซียที่เป็น “มุสลิมชีอะห์” ที่มีจำนวนมากที่สุดในอยุธยา มีการรวมตัวกันเหนียวแน่น ได้รับพระบรมราชานุญาตให้สร้างมัสยิดชีอะห์ ในกำแพงเมืองอยุธยา ถือว่าเป็น “ปฐมบท” ของมุสลิมในถิ่นของชาวพุทธอยุธยา
อันที่จริง…พ่อค้าชาวเปอร์เซียแล่นเรือมาถึงอยุธยาตั้งแต่ในช่วงปลายรัชสมัยของพระนเรศวร (ครองราชย์ พ.ศ.2133-2148)
การตั้งรกรากของชาวมุสลิมอย่างเป็นปึกแผ่นภายในเมืองหลวงสยาม ปรากฏอยู่ในข้อมูลแผนที่ของอยุธยาที่ฝรั่งบันทึกไว้
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงธรรม (ครองราชย์ พ.ศ.2153-2171) เฉกอะหมัดได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “หัวหน้ากรมท่า” เป็นหน่วยงานหนึ่งของพระคลัง ได้รับพระราชอิสริยยศเป็น พระยาเฉกอะหมัดรัตนเศรษฐี และยังเป็นผู้นำคนแรกของชุมชนมุสลิมในสยาม
กลุ่มชาวมุสลิมเคยจัดกำลังทหารปราบปรามชาวต่างชาติที่จะยึดพระราชวังหลวง ท่านได้รับอิสริยยศที่สูงขึ้น เป็นเจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนธิบดี และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ในช่วงต้นรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง
อิทธิพลของแขกเปอร์เซียในอาณาจักรอยุธยาถือว่าสูงสุด ในขณะที่ชาวสยามยังไม่สามารถทำการค้ากับต่างประเทศ
แขกเปอร์เซียเป็นนักวิชาการ เป็นข้าราชสำนัก ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง เทียบได้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมในราชสำนัก เก่งด้านวรรณกรรม ศิลปะ และโครงสร้างการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ฯ
ชาวเปอร์เซียที่เป็นมุสลิมได้รับสิทธิการประกอบกิจกรรมทางศาสนาอิสลาม โดยสมเด็จพระนารายณ์ฯทรงสนับสนุน
ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ราชอาณาจักรนี้โดดเด่นด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน หากแต่อิทธิพลของเปอร์เซียลดลงหลังจากราชวงศ์ซาฟาวิดล่มสลายและอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310
การติดต่อไป-มา ระหว่างชาวเปอร์เซียกับอยุธยา
อยุธยามีทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์บนระบบแม่น้ำเจ้าพระยาที่สามารถเดินเรือได้ซึ่งไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย และถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค โดยตั้งอยู่ห่างจากเอเชียตะวันออก จีน และอินเดียในระยะทางที่เท่ากัน
ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและอาณาจักรอยุธยาเป็นยุคทองแห่งอิทธิพลของเปอร์เซีย โดยนักการทูตพ่อค้า และนักวิชาการนิกายชีอะห์ของเปอร์เซียมีบทบาทสำคัญในการกำหนด ชี้นำทิศทางการเมือง การค้า และวัฒนธรรมของสยาม แม้กระทั่งนำเครื่องแต่งกายแบบกษัตริย์เปอร์เซียเข้ามาให้สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงสวมใส่
ชาวเปอร์เซียคือผู้นำแกงมัสมั่นมาสู่สยาม มีคำศัพท์หลายคำที่ชาวสยามนำมาใช้ เช่น คำว่า กุหลาบ น้ำดอกไม้เทศ เกด ลูกเกด คาราวาน ตราชู บัดกรี สักหลาด ฝรั่ง (ชาวเปอร์เซียเรียกพวกยุโรปว่า Farangi : ฟะรังงี)
กล่าวกันว่า พระนารายณ์ฯทรงได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอิหร่าน ทั้งในเรื่องอาหาร เครื่องแต่งกาย และรูปแบบการปกครอง ขุนนางราชสำนักอยุธยาชื่นชมในน้ำใจไมตรีและความร่วมมือของชุมชนชาวอิหร่านที่มีต่อประเทศเจ้าบ้าน
ชาวชีอะห์เปอร์เซียเป็น 1 ในที่ปรึกษาใกล้ชิดของสมเด็จพระนารายณ์ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นกำลังถ่วงดุลทางการค้ากับบริษัทของยุโรปที่อันตรายมากกว่า
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 นักเขียนชาวจีนมุสลิมนามว่า หม่าฮวน ซึ่งร่วมเดินทางไปสำรวจมหาสมุทรอินเดียกับพลเรือเอกเจิ้งเหอ ผู้มีชื่อเสียงแห่งราชวงศ์หมิง ก็ได้เดินทางมาเยือนสยาม (เซียนหล่อ) เขียนบันทึกว่า มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในอยุธยาประมาณ “500-600 ครอบครัว” แต่ไม่ได้กล่าวถึงชาวเปอร์เซียอย่างชัดเจน
อับดุลราซซาก ซามาร์กันดี เขียนในหนังสือ Matla’ al-Sa’dayn ของเขา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดระหว่างเมืองท่าฮอร์มุซในอ่าวเปอร์เซียกับ “ชาห์เรนาฟ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของอยุธยา
การที่อยุธยาถูกเรียกด้วยชื่อภาษาเปอร์เซียว่า ชาห์เรนาฟ ในหมู่ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนไทย ในที่นี้สามารถกล่าวได้เพียงสั้นๆ ว่า “เมืองแห่งเรือและคลอง”
ย้อนไปในอดีต…เปอร์เซียไม่เป็นเพียงมหาอำนาจทางการค้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นที่หลบภัยของชาวชีอะห์ ซึ่งในเวลานั้นมีการกดขี่ข่มเหงภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุลของนิกายซุนนี
(แถมเป็นข้อมูลสำคัญครับ….ความขัดแย้งในกลุ่มมุสลิมระหว่างนิกายสุหนี่และชีอะห์ มีรากฐานจากการเมืองเรื่องการสืบทอดตำแหน่งผู้นำหลังท่านศาสดามูฮัมหมัดสิ้นชีวิตในปี ค.ศ.632 โดยชีอะห์เชื่อว่าผู้นำควรมาจากเชื้อสายศาสดา (ท่านอาลี) ส่วนสุหนี่เชื่อว่าควรเป็นผู้เคร่งครัดที่ได้รับเลือก ความแตกต่างทางประวัติศาสตร์นี้นำไปสู่การปะทะและการแข่งขันแย่งชิงอำนาจในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างซาอุดีอาระเบีย (สุหนี่) และอิหร่าน (ชีอะห์))
ชาวเปอร์เซียที่เข้ามาในอยุธยา…มาเส้นทางไหน?
มีข้อมูล (ที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน) ว่า…ชาวเปอร์เซียกลุ่มแรกในอาณาจักรอยุธยาอาจมาตั้งถิ่นฐานในเมืองเทนัสเซริมก่อนเข้ามาอยุธยา (เทนัสเซริม : Tenasserim) เป็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคตะนาวศรี ทางตอนใต้ของประเทศพม่า : ผู้เขียน) แต่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีชาวเปอร์เซียเข้ามาอยู่ในรัฐพะโค (รัฐพะโค ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า) ของพม่า ซึ่งเป็นรัฐเพื่อนบ้านของสยาม
ชาวเปอร์เซียในเมืองหลวงอยุธยาของสยาม ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเปอร์เซีย…เข้าไปตั้งสถานีการค้าทางตอนใต้ของอินเดีย แล้วขยับต่อเข้าไปในพม่า…แล้วเข้ามาอยุธยา บางส่วนอาจมาจากอิหร่านโดยตรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 17 การขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศในรัชสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดภายใต้การปกครองของชาห์อับบาสที่ 2 การขยายการค้าดังกล่าวส่งผลให้อยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญกับภูมิภาคนี้ และดึงดูดการอพยพจากต่างชาติ
ปลายศตวรรษที่ 17 ชาวเปอร์เซียที่นับถือนิกายชีอะห์ ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพจากอินเดีย หรือจากอิหร่าน คือประชากรส่วนใหญ่ของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในอยุธยา
นักเดินทางและนักการทูตชาวฝรั่งเศส กีย์ ทาชาร์ด รายงานเกี่ยวกับขบวนแห่ทาเซียของมุสลิมในอยุธยาว่า ได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์สยาม ที่เป็นพุทธ
เฉกอะหมัดในฐานะพ่อค้าที่ (อาจจะ) เคยปักหลักในอินเดียมาก่อน กล่าวกันว่าเขาได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าธรรม ซึ่งแต่งตั้งเขาให้ดำรงตำแหน่งบริหารสูงสุดและมอบหมายให้เขาดูแลการค้าทั้งหมดของสยามกับตะวันออกกลางและอินเดียที่เป็นมุสลิม
ที่น่าทึ่งคือ ลูกหลานนิกายชีอะห์ของเขา ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามตระกูลบุนนาค ยังคงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้เรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2488 หลังจากปีนั้นเป็นต้นมา ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ก็เป็น “ซุนหนี่” อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2293 เป็นต้นมา ลูกหลานส่วนใหญ่เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา เพื่อที่จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชสำนักอย่างถาวร
ชุมชนชาวอิหร่านในอยุธยาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยพระนารายณ์ฯ ผู้ทรงเปิดราชอาณาจักรสู่การค้าต่างประเทศและทรงสนใจการติดต่อทางวัฒนธรรม มีบันทึกการเดินทางของชาวเปอร์เซียในปลายศตวรรษที่ 17 ชื่อ Safine-ye Solaymani เกี่ยวกับคณะทูตราชวงศ์ซาฟาวิดที่เดินทางไปยังสยาม ในบันทึกนั้นเราอ่านได้ว่า
“เนื่องจากสยามอยู่ใกล้กับท่าเรือของอินเดียและตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือไปยังจีนและญี่ปุ่น พ่อค้าจึงมักถูกดึงดูดให้มาตั้งถิ่นฐานที่นี่เสมอ”
คณะทูตจากอยุธยาเคยเดินทางไปถึงเปอร์เซีย
ปี พ.ศ.2207 สมัยสมเด็จพระนายณ์ฯ ราชสำนักโกลคอนดาได้รับคณะทูตสยามที่ยิ่งใหญ่
ในปี พ.ศ.2212 คณะทูตสยามอีกคณะหนึ่งที่ส่งโดยพระนารายณ์ฯ ได้เดินทางมาถึงราชสำนักของชาห์โซลัยมานแห่งราชวงศ์ซาฟาวิด
ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 15 ส่งผลให้มีพ่อค้าต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอยุธยาจำนวนมาก ซึ่งหลายคนได้เข้ามาตั้งรกรากอย่างถาวร สิ่งนี้ทำให้จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายทางทะเล และกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อกับชาวต่างชาติ
เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ (Chevalier de Chaumont) นักการทูตฝรั่งเศสบันทึกความรุ่งเรืองของอยุธยาว่า มีการจัดตั้ง 4 กรมหลัก ได้แก่ กรมการบริหารทั่วไป อุทธรณ์และบันทึก กรมกิจการทางทะเลตะวันตก กรมกิจการทางทะเลตะวันออกและเรือสำเภา และกรมคลังสินค้าหลวง
กรมกิจการทางทะเลตะวันตกดูแลการค้าในมหาสมุทรอินเดีย และในภาษาไทยเรียกว่า กรมท่าขวาในราชสำนัก เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านนี้จะนั่ง “ทางขวา” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่าเจ้าหน้าที่จาก “กรมตะวันออก” ซึ่งนั่ง “ทางซ้าย” ของพระมหากษัตริย์และถือว่ามีลำดับชั้นต่ำกว่า
ผู้ดำรงตำแหน่งในกรมตะวันตกมักจะเป็นมุสลิมเปอร์เซีย มีหน้าที่รับผิดชอบท่าเรือของสยามในมหาสมุทรอินเดียทางชายฝั่งตะวันตกกรมตะวันตก ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่ากรมตะวันออก ซึ่งทั้งหมดนี้เสื่อมถอยลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 18
ในช่วงต้นรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม กล่าวกันว่า กระทรวงพระคลังได้รับการปฏิรูปโดยความช่วยเหลือจากพ่อค้าชาวเปอร์เซีย 2 คน
เฉกอะหมัดเป็นหัวหน้า “กรมท่าขวา” รับผิดชอบการค้ากับโลกอินโดนีเซียและบริเวณมหาสมุทรอินเดียตะวันตก
ท่านและบรรดาผู้ติดตามของเขาได้รับพระราชทานที่ดินในกำแพงอยุธยาสำหรับสร้างบ้าน สร้างมัสยิด และสุสาน ซึ่งยังคงเป็นที่รู้จักในปัจจุบันในชื่อ บ้านแขกเจ้าเซ็น
แขกเจ้าเซ็นมีศาสนสถาน ไม่เรียกว่ามัสยิด หรือสุเหร่า หากแต่เรียกว่ากุฎี หรือกะดี ใน กทม.มีกุฎีเจริญพาศน์ หรือมัสยิดฮุซัยนียะฮ์ ตั้งอยู่ริมคลองบางหลวง ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่ กทม.
ในช่วงต้นรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม พ่อค้าเปอร์เซียผู้นี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นพระคลัง และเมื่อสิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์ เขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรี บรรดาศักดิ์เทียบเท่าชั้นเจ้าพระยา…
ต้นปี พ.ศ.2569 เปอร์เซีย หรืออิหร่าน ยังคงทรงอิทธิพลต่อชาวโลก เมื่อผู้นำอิหร่านประกาศควบคุมช่องแคบฮอร์มุซที่ชาวโลกสะเทือน สะท้าน…
หากแต่ 24 มีนาคม 2569 ภายใต้การประสานงานระดับรัฐบาลระหว่างไทยกับมิตรประเทศอย่างอิหร่านและโอมาน เรือบรรทุกน้ำมันไทยของ บางจาก… อิหร่านให้ผ่านมาได้ฉลุย…
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#แขกเปอรเซยทรงอทธพลในอยธยา


