คำกล่าวที่ว่า “รุ่นปู่สร้าง รุ่นลูกขยาย รุ่นหลานทำลาย” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาที่ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ขาดกฎกติกาที่ชัดเจน จนนำไปสู่ศึกสายเลือดและการสูญเสียอำนาจการควบคุม
บทเรียนจากแบรนด์ระดับโลก: จุดเป็นจุดตายของกงสี
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้วิเคราะห์เคสธุรกิจระดับโลกเพื่อเป็นบทเรียนให้ผู้ประกอบการไทย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน:
- กลุ่มที่ประสบความสำเร็จ: เช่น Hoshi Ryokan, Ford, Toyota, Mars, Hermès และ Patek Philippe ซึ่งมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถสืบทอดกิจการได้ยาวนานนับศตวรรษ
- กลุ่มที่ล้มเหลวในการส่งต่อ: เช่น Gucci, LVMH และ Samsung (ในบริบทการส่งต่ออำนาจ) ซึ่งประสบปัญหาการสูญเสียอำนาจควบคุมหรือถูกฮุบกิจการ
กรณีศึกษาที่น่าสนใจ
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลท. ได้ยกตัวอย่าง 2 กรณีที่สะท้อนปัญหาสำคัญ:
- Guinness: ความผิดพลาดจากการปล่อยมือเร็วเกินไป ให้มืออาชีพบริหาร 100% โดยลูกหลานไม่กำกับดูแล จนสุดท้ายถูก Takeover
- The Wall Street Journal: ปัญหาจากผู้นำที่ไม่ยอมปล่อยวางและเกิดศึกสายเลือด จนทำให้โครงสร้างเปราะบางและถูกซื้อกิจการในที่สุด
ทางออกด้วยสูตร 6C และ Dual-Class Shares
จุดจบของธุรกิจที่ล่มสลายมักเกิดจาก “การขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี” ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ธุรกิจครอบครัวไทยหลายแห่งกำลังเผชิญ
เพื่อแก้ปัญหานี้ ตลท. กำลังผลักดันกฎหมาย “Dual Class of Share” (หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน) เพื่อทลายกำแพงความกลัวเรื่องการเสียอำนาจบริหาร โดยมีจุดเด่นคือ:
- ผู้ก่อตั้งสามารถระดมทุนขยายกิจการได้
- แม้จำนวนหุ้นจะลดลง แต่ “สิทธิในการออกเสียง” ยังคงเหนือกว่านักลงทุนทั่วไป
- ครอบครัวยังคงสามารถกำหนดทิศทางของบริษัทได้เช่นเดิม
หากมาตรการนี้สำเร็จ จะช่วยดึงดูดกองทุนต่างชาติและเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในไทยได้มหาศาล ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน


