Ford Everest ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการรถที่รับมือได้ทุกสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการลุยเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำความแข็งแกร่งของรถกระบะมาผสานกับความสะดวกสบายอย่างลงตัว
โครงสร้าง Ladder-frame รากฐานแห่งความแกร่งและความปลอดภัย
ทีมวิศวกรของฟอร์ดเลือกใช้โครงสร้างแชสซีแบบขั้นบันได (Ladder-frame) ซึ่งมีข้อได้เปรียบเหนือโครงสร้างแบบรถเก๋งทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อต้องขับขี่บนถนนที่ขรุขระ โครงสร้างเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงจะช่วยรับแรงกระแทกและกรองการสั่นสะเทือน ไม่ให้ส่งผ่านเข้าสู่ห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเงียบสงบและปลอดภัยแม้ในเส้นทางที่สมบุกสมบัน
การปรับจูนช่วงล่างที่เน้นการควบคุมอย่างแม่นยำ
คริส โอแชนแนสซีย์ วิศวกรด้านพลศาสตร์ยานยนต์ ระบุว่า Ford Everest ให้ความสำคัญกับ “การควบคุม” เป็นหลัก เพื่อแก้ปัญหารถ SUV ขนาดใหญ่ที่มักจะมีอาการยวบยาบหรือส่ายเมื่อผ่านเนิน ซึ่งอาจทำให้ผู้โดยสารเมารถได้ โดยการปรับจูนใหม่ส่งผลให้:
- ลดการโคลงตัว ของตัวถังขณะเข้าโค้ง
- ลดอาการหน้าทิ่ม ขณะเบรกอย่างเห็นได้ชัด
- การตอบสนองของพวงมาลัย ฉับไวและแม่นยำ เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ขับขี่
เทคโนโลยีวัตต์ลิงค์ (Watt’s Linkage) จากสนามแข่งสู่ท้องถนน
ฟอร์ดเลือกใช้ระบบกันสะเทือนหลังแบบวัตต์ลิงค์ ร่วมกับคอยล์สปริง แทนการใช้แหนบแบบรถกระบะทั่วไป กลไกนี้ช่วยยึดเพลาหลังไม่ให้เคลื่อนที่ไปมาขณะขับผ่านทางขรุขระ ทำให้ผู้โดยสารแถวหลังไม่ถูกเหวี่ยง และผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถให้ตรงได้อย่างง่ายดาย
Ford Everest ใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ปัจจุบัน Ford Everest มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ปรับจูนใหม่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมดีไซน์ภายนอกที่ดุดันและระบบความปลอดภัยครบครัน โดยมีรุ่นย่อยให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่:
- Platinum 3.0L V6
- Platinum 2.0L Turbo 4×4
- Sport 2.0L Turbo
- Active
เริ่มต้นราคาที่ 1,299,000 บาท มอบความมั่นใจในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมืองหรือการออกไปสำรวจโลกกว้างกับครอบครัว


