นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งข้อสังเกตถึง ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่ายังมีเนื้อหาที่ซับซ้อนและมีช่องว่างสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในเวทีโลก
จุดบอดทางเศรษฐกิจและการค้าโลก
นายอรรถวิชช์ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่จัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า ซึ่งหากไทยยังใช้พลังงานแบบผสมและไม่มีระบบจัดการที่ดี จะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่าประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด ส่งผลให้เสียเปรียบในการแข่งขัน
ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหาร
นอกเหนือจากเรื่องภาษี ยังมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ เนื่องจาก:
- การจัดการภาษีคาร์บอน: เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง แต่หน่วยงานใหม่อย่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบูรณาการข้ามกระทรวง
- มาตรฐาน RECs: ไทยยังขาดความเข้าใจในโครงสร้างใบรับรองการใช้พลังงานสะอาด (Renewable Energy Certificates) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่จำเป็นต่อการส่งออกไปยังยุโรป
- เกณฑ์การวัดผลองค์กร: บริษัทขนาดใหญ่และโรงแรม (Green Hotel) ต้องใช้ตัวชี้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 Scope หากไม่ผ่านเกณฑ์อาจสูญเสียลูกค้าต่างชาติและกระทบต่อคู่ค้า
ข้อเสนอแนะต่อสภาฯ
เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายอรรถวิชช์จึงเสนอให้ทั้งวิปฝ่ายค้านและรัฐบาล พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือให้คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระหลัก เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียเปรียบทางการค้าในอนาคต


