
“ส.ว.ภิญญาพัชญ์” แฉกลางสภา! มิจฉาชีพฉวยวิกฤตพลังงานส่ง SMS คูปองน้ำมันปลอมดูดเงินชาวบ้านเกลี้ยงบัญชีใน 10 นาที จี้ ดีอี-กสทช. เร่งปิดกั้นลิงก์เถื่อน ก่อนเงินประชาชนหายวับทั้งชีวิต
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. เวลา 09.3 0น. ที่รัฐสภาในการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้เปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อน โดย น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน ส.ว. หารือถึงปัญหาแก๊งมิจฉาชีพหลอกแจกคูปองเติมน้ำมัน ในช่วงวิกฤตพลังงานว่า ในยามที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด เกิดวิกฤตพลังงาน ตอนนี้ชาวบ้านมีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะกำลังตกเป็นเหยื่อของโจรที่ซ้ำเติมอยู่
“สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด คือการที่มิจฉาชีพนำเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง โดยการส่ง SMS แอบอ้างแบรนด์สถานีบริการน้ำมันยักษ์ใหญ่ แจกคูปองฟรี 500 บาทบ้าง 1,000 บาทบ้าง จนทำให้เกิดผู้เสียหายจำนวนมากในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา” น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าว
น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าวต่อว่า กลุ่มประชาชนที่ถูกหลอก ไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่มีทักษะในการรับมือกับแก๊งสแกมเมอร์แต่อย่างใด แต่เป็นถึงพนักงาน คนทำงานวัยกลางคน ที่ต้องทำงานแบกรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว พอเจอแบบนี้ หลายคนค่าใช้จ่ายรุมเร้าอยู่แล้ว ก็อยากประหยัด ทำให้ลืมคิดไปว่าข้อความดังกล่าวเป็นมิจฉาขีพ เหยื่อหลายรายไม่ใช่คนที่ไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี แต่เขาคือคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย เพียงแค่คลิกเดียวด้วยความหวัง เงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต กลับหายไปจากบัญชีภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที จากข้อมูลที่เราเห็นผ่านสื่อต่างๆ เราจะพบว่ารูปแบบการหลอกลวงถูกยกระดับขึ้นอย่างน่ากลัว มิจฉาชีพมีการใช้จิตวิทยาความเร่งด่วน ใช้ชื่อแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่รู้ว่าหลุดรอดไปอยู่ในมืออาชญากรได้อย่างไร
ลิงก์ที่ส่งมานั้น ไม่ใช่แค่การหลอกเอาข้อมูลธรรมดา แต่คือกุญแจที่เปิดประตูให้โจรเข้าไปควบคุมแอพพลิเคชั่นธนาคารผ่านรหัส OTP หรือการติดตั้งแอพพ์รีโมตดูดเงิน
“คำถามที่ดิฉันอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือเราไม่ควรจะปล่อยให้ประชาชนสู้เพียงลำพังในเมื่ออาชญากรมีการปรับตัวที่รวดเร็วกว่ามาตรการป้องกันของภาครัฐเสมอ” น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าว
น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าวว่า ขอเสนอแนวทางและข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันยกระดับการคุ้มครองประชาชน คือ 1.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กสทช. ต้องพิจารณายกระดับมาตรการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการแอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐหรือภาคธุรกิจในการแนบลิงก์ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงการพัฒนาระบบปิดกั้น URL
ที่เข้าข่ายหลอกลวงให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างทันท่วงที 2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ AOC 1441 พิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการประสานงานกับสถาบันการเงิน เพื่ออายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องให้ได้อย่างรวดเร็วภายหลังได้รับแจ้ง รวมถึงการขยายผลไปยังแหล่งที่มาของการส่งข้อความ เพื่อยับยั้งปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง
3.ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย พิจารณายกระดับระบบความปลอดภัยของแอพพลิเคชั่นธนาคารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรม ที่มีความผิดปกติในลักษณะเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกง พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม ในกรณีที่เกิดช่องว่างในระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ และ 4.ขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน พิจารณาประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในการเผยแพร่ข้อมูลอย่างชัดเจนและทั่วถึง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถแยกแยะระหว่างข้อมูลที่เป็นทางการกับข้อมูลที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
“คูปองน้ำมันปลอม อาจเริ่มจากความหวังเล็กๆ ของประชาชน แต่ไม่ควรจบลงด้วยความสูญเสียที่สะสมมาทั้งชีวิต ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทำให้ลิงก์หลอกลวงต้องถูกหยุดให้เร็วกว่าเงินในบัญชีของประชาชนจะหายไป” น.ส.ภิญญาพัชญ์กล่าว
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#สว.แฉกลางสภา #มจฉาชพฉวย #วกฤตพลงงาน #สง #SMS #คปองนำมนปลอม #ดดเงนชาวบานเกลยงบญช


