
ดัชนีเชื่อมั่น ก.พ.ฟื้นดีสุดรอบ 9 เดือน ห่วงสงครามยึดเยื้อทุบจีดีพีโตต่ำกว่า 1% รายได้ท่องเที่ยววูบหนัก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (ไม่รวมผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจ ในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2.0% ประกอบกับความหวังที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจัยลบหลักเป็นเรื่องสงครามตะวันออกกลาง ที่มองความเป็นไปได้มากสุดจะกินเวลาประมาณ 2 เดือน กระทบจีดีพีไทย 1% ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6%
“หากสงครามยืดเยื้อมากกว่าที่คาดไว้ จีดีพีไทยจะโตต่ำกว่า 1% ได้ เป็นภาพเดียวกับทั้งโลก แต่ตอนนี้เชื่อว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เริ่มมีความกังวลจากสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อขึ้น โดยความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาดีสุดในรอบ 9 เดือน มีความหวังจากรัฐบาลเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านรัฐมนตรีดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่มีผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงหลัก จึงมีความอิสระในการทำงานเต็มที่ทั้งส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ประเมินผลกระทบต่อไทยเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1.ระยะ 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท ส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท คิดเป็น 0.35% ของจีดีพีที่ลดลง
2.ระยะ 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบจีดีพีให้ลดลง 1.07%
และ 3.ระยะ 6 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท มูลค่าส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบจีดีพีให้ลดลง 2.31%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 47.3 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมกราคม ที่อยู่ 46.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 51.5 บวกจาก 50.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 62.4 บวกจาก 61.6 ซึ่งการที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนผลกระทบจาก ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ไทยถูกกระทบจากสงครามโดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว แม้ช่วงแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีนที่มากกว่าคาดไว้ และความตึงเครียดชายแดนไทยและกัมพูชาที่เริ่มลดลง โดยพบว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์แรกเดือนมีนาคม ปรับลดลง 8.97% จากสัปดาห์ก่อน 292 เที่ยวบินยกเลิกสะสม ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป-ตะวันออกกลางหายไป 18% โดยคาดว่าจังหวัดภูเก็ต ได้รับความเสียหายมากสุด 70.6% ของประเทศ เพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางสูง ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายตลาดต่างชาติไว้ที่ 36.7 ล้านคนในปี 2569 แต่ 27% ของตลาดกำลังถูกตัดออกจากเส้นทางบิน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มูลค่าผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป มี 3 กรณีคือ 1.หากยืดเยื้อ 1 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 138,000 คน รายได้หายไป 8,970 ล้านบาท 2.หากยืดเยื้อ 3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 320,000 คน รายได้หายไป 20,800 ล้านบาท และ 3.หากยืดเยื้อ 6 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 450,000 คน รายได้หายไป 29,250 ล้านบาท
โดยมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ การออกแคมเปญ “ไทยปลอดภัย” เจรจาสายการบินยุโรปขยายเที่ยวบินตรง กระตุ้นตลาดมาเลเซีย-อินเดีย-อาเซียนแทนตลาดที่สูญเสียไป ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน หาแหล่งพลังงานทางเลือก ลดภาษีที่เป็นภาระให้ผู้ประกอบการ โดยภาครัฐใช้เวลา 15 วัน ในการดูแลราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ซึ่งหากมีมาตรการต่อไปการดูแลภาคผู้ประกอบการมีความจำเป็นมาก เพราะอาจมีผลกระทบจากค่าขนส่งทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้นได้
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ดชนเชอมน #ก.พ.ฟนดสดรอบ #เดอน #หวงสงครามยดเยอทบจดพโตตำกวา #รายไดทองเทยววบหนก


