อัปเดตล่าสุด อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ GDP เสี่ยงชะลอเหลือ 1.4% หุ้นไทย Q2 จ่อทดสอบ 1,350 จุด

0
0
Unnamed
Unnamed

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองหุ้นไทย Q2/69 ผันผวนแต่ไม่หลุด 1,350 จุด ลุ้นปิดปี 1,500-1,530 จุด รับแรงหนุน ICT-ท่องเที่ยว-อิเล็กทรอนิกส์ ชี้ตลาดโลกยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น กดดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังมองเห็นโอกาสลงทุนระยะยาว แนะกระจายพอร์ต เน้นสินทรัพย์คุณภาพ รับอานิสงส์ AI-โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ควบคู่ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพสูง

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ยังเผชิญกับสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน นำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ทั้งนี้ ปัจจัยด้านอุปทานน้ำมันยังคงตึงตัวจากผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตหลัก รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้แม้สงครามจะยุติ ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับเดิมได้ง่าย เนื่องจากอุปทานในระบบลดลง ขณะที่ความต้องการยังคงอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ตลาดก๊าซธรรมชาติก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยราคาก๊าซในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าประมาณหนึ่งในสามของการใช้ทั้งหมด ทำให้มีความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 20%

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สายการบิน โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ได้รับแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด ได้แก่ ธนาคาร การแพทย์ และสื่อสาร

InnovestX ยังคงแนะนำให้ “Stay Invested, Stay Selective” การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง ถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น การลงทุนในระยะยาวมองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ ทิศทางราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของประเทศหลัก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะถัดไป

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยง Stagflation และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

ทั้งนี้ อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินสถานการณ์ออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ 

  • S1 (หยุดยิงใน 2 สัปดาห์) โดยมีสมมุติฐานหลักจากการที่ผู้นําระดับสูงอิหร่านถูกสังหารไปพร้อมกัน ทําให้ผู้นําระดับรองอาจยอมเจรจาแทน ส่งผลให้ Brent อาจ Overshoot ในระยะสั้น ก่อนจะกลับมาทรงตัวที่ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยอยู่ที่ 1.7% และ กนง. ยังลดดอกเบี้ยสู่ 0.75% ได้ตามแผน
  • S2 (สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน ) ซึ่งกําลังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ เพราะผู้นําระดับรองของอิหร่านน่าจะปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ รวมถึงการรบกวนเส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซ ส่งผลให้ Brent เฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยลดเหลือ 1.4% และ กนง. ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย
  • S3 (สงครามบานปลายระดับภูมิภาค) มีความเสี่ยงจากผู้บัญชาการระดับรองของอิหร่านที่อาจตัดสินใจรุนแรงกว่าผู้นําเดิม บวกกับการเข้าร่วมของฮูตีและฮิสบูเลาะห์ ทําให้ราคานํ้ามันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทําให้ GDP ไทย ขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.0% และ กนง. อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25%

“อินโนเวสท์ เอกซ์ประเมิน GDP ไทยในกรอบ 1.0-1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท “ ดร.ปิยศักดิ์กล่าว

ขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) ฉะนั้น หากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ แต่ยังสามารถใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น การผ่อนคลายสภาพคล่องในบางภาคส่วน เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเข้ามาดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบเกือบ 40,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและค่าไฟฟ้าในระยะถัดไป

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested, Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว

ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Saches

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าในระยะสั้นดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวน แต่ไม่น่าจะหลุดระดับ 1,350 จุด โดยคาดว่าอาจเห็นระดับดังกล่าวในช่วงไตรมาส 2/2569 ขณะที่กรอบทั้งปีมองไว้ที่ระดับ 1,500-1,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป

ทั้งนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้

ในระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) แนะนำเน้นการลงทุนเชิง Tactical หรือการเก็งกำไร เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้นตัวเร็วเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง โดยหุ้นที่น่าสนใจแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับลดลงแรง หรือมีฐานลูกค้าในตะวันออกกลาง เช่น สายการบิน (AAV, THAI, BA), โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM), โรงพยาบาลระดับบน (BH, BDMS, PR9) และกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, ERW, MINT)
  2. หุ้นที่ได้อานิสงส์จากความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานที่ลดลง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE), ยานยนต์ (AH, SAT, STANLY), วัสดุก่อสร้าง (SCC) และบรรจุภัณฑ์ (SCGP)
  3. หุ้นที่มีโอกาสเกิดแรงซื้อคืน (Short Covering) โดยเฉพาะหุ้นใน SET50 ที่ก่อนหน้าถูกขายชอร์ตและราคาปรับตัวลงแรง เช่น LH, WHA, BTS, AOT, BDMS, CPF, MINT, AWC, HMPRO และ OR

ขณะเดียวกัน แนะระมัดระวังแรงขายในหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP

ในระยะกลาง (3-6 เดือน) ตลาดจะเผชิญภาวะ Stagflation จากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินเฟ้อยังฝังตัวและกระทบกำลังซื้อ กลยุทธ์จึงแนะนำ “ทยอยสะสม” หุ้นที่มีความสามารถในการตั้งราคาสูง (High Pricing Power) หรือสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) กลุ่มการแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และกลุ่มพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN, CRC)

ส่วนระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) มองว่าภาวะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยผลักดันราคาน้ำมันแตะระดับสูง จะเป็นตัวเร่งให้ทั่วโลกปรับตัว ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และหันสู่พลังงานทางเลือกมากขึ้น กลายเป็น “New Normal” ด้านพลังงาน กลยุทธ์ระยะยาวจึงแนะนำ “ลงทุน” ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด (GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL) ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐและความต้องการของภาคเอกชนในการลดการพึ่งพาฟอสซิล รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) ที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าและ Solar Rooftop 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และยังกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ควรถือเงินสดหรือกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และรักษาสภาพคล่องเพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับฐานลงในอนาคต

ทั้งนี้ ทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะในกรณีที่สงครามยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรง แต่ในระยะสั้นราคาทองคำกลับถูกกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยเมื่อใด ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ย

“ตอนนี้ยังไม่มีใครพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากนัก ทำให้ทองคำยังไม่สามารถปรับขึ้นได้เต็มที่ แต่หากเกิด recession จริง ภาพจะเปลี่ยนทันที” นายสิทธิชัยกล่าว

ส่วนน้ำมันถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความชัดเจนมากที่สุดในระยะสั้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2/2569 หากสงครามยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลาย ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวได้ โดยยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกกับหุ้นในระยะถัดไปภายใต้เงื่อนไขที่เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) มองว่ามีโอกาสไหลเข้าจำกัด เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นแรงกดดันสำคัญ อีกทั้งสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น และเอเชียมีสัดส่วนสูงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนลดลง

อ่านข่าวต้นฉบับ: อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ GDP เสี่ยงชะลอเหลือ 1.4% หุ้นไทย Q2 จ่อทดสอบ 1,350 จุด


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#อนโนเวสท #เอกซ #ช #GDP #เสยงชะลอเหลอ #หนไทย #จอทดสอบ #จด

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่